มรภ.เพชรบูรณ์ แจงปม น.ศ.จีน 49 คน ย้ำไม่ใช่จ่ายครบจบแน่ สภาฯตั้ง กก.ทบทวนอนุมัติจบ ยันดำเนินการตามกฎหมาย
เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (ผศ.) ดร.ปรีชา ศรีเรืองฤทธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) เพชรบูรณ์ แถลงชี้แจงกรณีการจัดการศึกษาของนักศึกษาชาวจีน ภายใต้โครงการจัดตั้งวิทยาลัยนานาชาติ หลังเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับไทม์ไลน์การเปิดหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และกระบวนการสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาชาวจีน จำนวน 49 คน ว่า มหาวิทยาลัยดำเนินการทุกขั้นตอนถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ และมาตรฐานของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมระบุว่า ข้อมูลที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้เป็นเพียง “ข้อมูลไม่ครบถ้วน” ที่อาจทำให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อน
“มหาวิทยาลัยดำเนินการทุกขั้นตอนถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ และมาตรฐานของ อว. ข้อมูลที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้เป็นข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วน และอาจทำให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อน” ผศ.ดร.ปรีชากล่าว

ผศ.ดร.ปรีชากล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่อง “เปิดเรียนก่อนหลักสูตรผ่านอนุมัติ” นั้น ข้อเท็จจริงคือ นักศึกษาชาวจีนกลุ่ม 49 คน ไม่ได้เข้าเรียนในหลักสูตรใหม่ของวิทยาลัยนานาชาติทันที แต่เริ่มต้นเรียนในหลักสูตร “บริหารการศึกษา” ของบัณฑิตวิทยาลัย มรภ.เพชรบูรณ์ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากสภามหาวิทยาลัยแล้ว ก่อนที่ภายหลังมหาวิทยาลัยจะพัฒนาหลักสูตรใหม่ ภายใต้โครงการวิทยาลัยนานาชาติ เพื่อจัดการศึกษานอกสถานที่ตั้งที่จังหวัดชลบุรี
“นักศึกษากลุ่มนี้มาเรียนที่เพชรบูรณ์ก่อน เมื่อมีหลักสูตรใหม่ของวิทยาลัยนานาชาติ ที่ชลบุรี ซึ่งเดินทางสะดวกกว่า นักศึกษาจึงย้ายและเทียบโอนรายวิชาเข้าสู่หลักสูตรใหม่ โดยทุกขั้นตอนเป็นไปตามระเบียบ และมีหลักฐานการเรียนรองรับ” อธิการบดีฯกล่าว
ส่วนกรณีการใช้พื้นที่วัดศรีมหาราชา จังหวัดชลบุรี เป็นสถานที่จัดการเรียนการสอน ผศ.ดร.ปรีชายืนยันว่า มหาวิทยาลัยดำเนินการถูกต้องตามมติมหาเถรสมาคม ด้วยการทำสัญญาเช่าพื้นที่ระยะเวลา 3 ปี เพื่อใช้เป็น “ศูนย์การศึกษานอกสถานที่ตั้ง” ภายใต้โครงการจัดตั้งวิทยาลัยนานาชาติ โดยปัจจุบันมีการเปิดการเรียนการสอนรวม 8 หลักสูตร ทั้งระดับปริญญาตรี โท และเอก ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภามหาวิทยาลัย และดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการการอุดมศึกษาอย่างครบถ้วน ทั้งด้านบุคลากร อาจารย์ประจำหลักสูตร และสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้
สำหรับข้อสงสัยว่า นักศึกษาชาวจีน “มาเรียนเพียง 2 เดือนแล้วหายไป” อธิการบดีฯอธิบายว่า นักศึกษาส่วนใหญ่เป็นครูในประเทศจีน ซึ่งมีช่วงปิดภาคเรียนปีละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 2 เดือน มหาวิทยาลัยจึงจัดการเรียนการสอนแบบเข้มข้น (Block Course) ควบคู่กับระบบออนไลน์ โดยยังคงต้องเรียนครบตามเกณฑ์มาตรฐาน 15 สัปดาห์ หรือชั่วโมงเรียนเทียบเท่าตามหน่วยกิตที่กำหนด
“นักศึกษากลุ่มนี้เป็นครูในประเทศจีน เวลาปิดเทอมจึงเดินทางมาเรียนแบบเข้มข้น แต่ยังคงต้องเรียนครบตามเกณฑ์ทุกประการ ไม่ใช่มาเรียนเพียงไม่กี่เดือนแล้วจบ” อธิการบดีฯกล่าว
ผศ.ดร.ปรีชายังชี้แจงถึงข้อครหาที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า หลักสูตรดังกล่าวเข้าข่าย “เรียนง่าย จบเร็ว” โดยย้ำว่า นักศึกษาทุกคนยังต้องผ่านเงื่อนไขทางวิชาการตามเกณฑ์ระดับบัณฑิตศึกษาอย่างครบถ้วน ทั้งการเรียนครบ 36 หน่วยกิต การสอบภาษาอังกฤษ การสอบประมวลความรู้ การจัดทำค้นคว้าอิสระ (IS) และการสอบปากเปล่าขั้นสุดท้าย
“ไม่ใช่เรียนไม่กี่เดือนแล้วจบตามที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ นักศึกษาทุกคนต้องผ่านเงื่อนไขทางวิชาการครบ ทั้งสอบภาษาอังกฤษ สอบประมวลความรู้ ทำ IS และสอบปากเปล่าขั้นสุดท้าย” ผศ.ดร.ปรีชากล่าว และว่า การจัดการศึกษาเป็นการปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับบริบทของนักศึกษาชาวจีน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นครูที่มีช่วงปิดภาคเรียนจำกัด โดยใช้ระบบ Block Course ควบคู่กับการเรียนออนไลน์ และเตรียมหัวข้อวิจัยล่วงหน้าตั้งแต่ภาคเรียนก่อนหน้า

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกตั้งข้อสังเกตในสังคมออนไลน์ คือข้อครหาเกี่ยวกับการใช้สถานะนักศึกษาเป็นช่องทางพำนักในประเทศไทย หรือข้อกล่าวหาว่าอาจมีลักษณะ “จ่ายครบ จบแน่” หรือ “เรียนครบ จบง่าย” ในการจัดการศึกษานั้น ผศ.ดร.ปรีชายืนยันว่า มหาวิทยาลัยไม่พบข้อเท็จจริงตามที่ถูกกล่าวอ้าง และนักศึกษาทุกคนอยู่ภายใต้กระบวนการเรียนการสอน รวมถึงเงื่อนไขตามกฎหมายอย่างชัดเจน
“เราไม่รับทราบครับ และเราก็ยืนยันว่านักศึกษาเราคือนักศึกษาเราที่มาเรียน เข้า-ออกตามเวลาที่กำหนดในวีซ่า อันนี้ยืนยันได้ ส่วนที่แพร่ในสื่อออนไลน์เกี่ยวกับลักษณะ ‘จ่ายครบจบแน่ เรียนครบจบง่าย’ ไม่เป็นความจริง และไม่ใช่รูปแบบการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์” ผศ.ดร.ปรีชากล่าว
“ส่วนเรื่องของการจ่ายครบจบแน่ เรียนครบจบง่าย อันนี้ไม่มีที่มหาวิทยาลัยเราครับ ไม่มีที่เราครับ อันนี้ยืนยันได้ เรากำหนดไทม์ไลน์การเรียนการสอนทุกประเด็นอย่างครบถ้วน” อธิการบดีฯกล่าวย้ำ
ขณะที่ประเด็นการทำค้นคว้าอิสระ (IS) และการสอบสำเร็จการศึกษาในช่วงเวลาใกล้กัน ผศ.ดร.ปรีชายืนยันว่า นักศึกษาไม่ได้เริ่มทำงานวิจัยภายใน 4 วันตามที่ถูกตั้งข้อสงสัย แต่เริ่มเตรียมหัวข้อและดำเนินงานมาตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2 ผ่านรายวิชาวิจัยเพื่อการศึกษา ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนแต่งตั้งอาจารย์ที่ปรึกษาและอนุมัติหัวข้อในภาคเรียนสุดท้าย
“เด็กไม่ได้เริ่มทำ IS ภายใน 4 วัน แต่มีการเตรียมหัวข้อและทำงานมาต่อเนื่องตั้งแต่ภาคเรียนก่อนหน้า เมื่อถึงขั้นตอนแต่งตั้งอาจารย์ที่ปรึกษา ก็เข้าสู่กระบวนการสอบตามเกณฑ์ได้” ผศ.ดร.ปรีชากล่าว และว่า มหาวิทยาลัยแต่งตั้งคณะกรรมการสอบหลายชุด เพื่อให้การสอบเป็นไปตามกำหนดเวลาและหลักเกณฑ์ทุกประการ ตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา กระแสข่าวและข้อสงสัยเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของนักศึกษาชาวจีน ภายใต้โครงการวิทยาลัยนานาชาติ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ไม่น้อย โดยเฉพาะข้อครหาที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับประเด็น “เรียนง่าย จบเร็ว” การเปิดหลักสูตร และมาตรฐานการอนุมัติปริญญา
ผศ.ดร.ปรีชากล่าวว่า ซึ่งได้ส่งผลให้เกิดข้อกังวลในวงกว้างต่อความน่าเชื่อถือของระบบอุดมศึกษา และสร้างแรงกดดันต่อทั้งผู้บริหาร นักศึกษา รวมถึงสภามหาวิทยาลัย ที่ต้องชะลอการพิจารณาอนุมัติปริญญา เพื่อเปิดทางให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน
“เด็กชาวจีนเขารอ เขาเป็นครู เขาต้องการใช้วุฒิการศึกษา เขาข้ามน้ำข้ามทะเลมาเรียนกับเรา การเลื่อนอนุมัติปริญญาออกไปหลายครั้ง ก็ทำให้เขาเสียความมั่นใจและเสียขวัญกำลังใจ” ผศ.ดร.ปรีชากล่าว

ผศ.ดร.ปรีชากล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ สภามหาวิทยาลัยยังไม่มีมติอนุมัติปริญญาให้กับนักศึกษาชาวจีนทั้ง 49 คน หลังที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีมติให้สภามหาวิทยาลัยตั้งกรรมการตรวจสอบการอนุมัติปริญญา รวมถึงแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการจัดตั้งวิทยาลัยนานาชาติ โดยมีบุคคลภายนอกร่วมเป็นกรรมการ เพื่อสร้างความชัดเจนและความเชื่อมั่นต่อสังคม ก่อนนำเรื่องกลับเข้าสู่การพิจารณาของสภามหาวิทยาลัยอีกครั้ง
ผศ.ดร.ปรีชากล่าวว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล ได้ขอข้อมูลและหลักฐานจากมหาวิทยาลัยเพิ่มเติม ซึ่งมหาวิทยาลัยอยู่ระหว่างจัดส่งเอกสารประกอบการตรวจสอบ โดยยืนยันว่าให้ความสำคัญกับกระบวนการอนุมัติปริญญาของนักศึกษาเป็นอย่างมาก และพร้อมให้ข้อมูลทุกด้านแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวถามถึงกรอบระยะเวลาการทำงานของคณะกรรมการตรวจสอบว่าจะแล้วเสร็จเมื่อใด ผศ.ดร.ปรีชากล่าวว่า สภามหาวิทยาลัยไม่ได้กำหนดกรอบเวลาตายตัว แต่ได้กำชับให้ดำเนินการ “เร็วที่สุด” เพื่อเสนอผลการตรวจสอบกลับเข้าสู่การพิจารณาของสภามหาวิทยาลัยครั้งต่อไป
“เราห่วงมากที่สุดคือเรื่องการอนุมัติปริญญานักศึกษา ก็พยายามทำเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด เพื่อให้สภามหาวิทยาลัยได้พิจารณาและให้นักศึกษาได้รับการอนุมัติปริญญา มหาวิทยาลัยจะดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และไม่เร่งรัดจนกระทบต่อความถูกต้องของกระบวนการ พร้อมเปิดเผยข้อมูลและชี้แจงข้อสงสัยของสังคมด้วยเอกสารและข้อเท็จจริงทุกประการ”



