หน้าแรก ภูมิภาค พระเกตุทองคำ ...

พระเกตุทองคำ หนัก 5 บาท วัดหายโศก ถูกขโมย ตร.เร่งตามหาตัว พระลูกวัด หายตัวปริศนาหลังเกิดเรื่อง

22.05.26 | 20:04 น.

พระเกตุทองคำ หนัก 5 บาท วัดหายโศก ถูกขโมย ตร.เร่งตามหาตัว พระลูกวัด หายตัวปริศนาหลังเกิดเรื่อง

 


กรณีมีเหตุคนร้ายเข้าไปขโมยยอดพระเกตุมาลา ซึ่งอยู่บนสุดของเศียรพระพุทธรูป พระประธานภายในพระอุโบสถวัดหายโศก ภายในเขตเทศบาลเมืองหนองคาย ต.ในเมือง อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย ซึ่งทางวัดได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองหนองคาย เข้าไปตรวจสอบ เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 โดยสันนิษฐานว่าผู้ขโมยอาจเป็นพระลูกวัดที่หายตัวไป

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปที่ วัดมีชัยวนาราม หมู่ที่ 1 บ้านนาดี ต.นาดี อ.เฝ้าไร่ จ.หนองคาย ซึ่งเป็นวัดตามที่อยู่ของ พระมารุต ผู้ต้องสงสัยขโมยพระเกตุมาลาของพระพุทธชินราชหายโศก โดยได้พบกับ พระครูสุตชยาภินันท์ (ชัชวรรธน์ อภินันท) เจ้าอาวาสวัดมีชัยวนารามและเจ้าคณะตำบลนาดี

พระครูสุตชยาภินันท์  กล่าวว่า บ้านเกิดอยู่ที่บ้านนาดี ตำบลนาดี แต่ไม่ได้บวชที่วัดแห่งนี้ ไปบวชที่วัดในเขตตำบลบ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย 1 พรรษา ช่วงนั้นที่ สปป.ลาว มีงาน พระมารุตจะทำบัตรประชาชน จึงได้มาขอให้ตนนำชื่อเข้าในทะเบียนวัด ตนรู้จักกันตั้งแต่รุ่นพ่อกับแม่ ต่อมาได้ย้ายออกจากวัดที่อำเภอศรีเชียงใหม่ มาอยู่วัดหายโศก ตอนย้ายชื่อมาใส่ทะเบียนวัด ก็มีเพื่อนพระมารุต ที่ทำงานอยู่ฝ่ายทะเบียนเป็นผู้ดำเนินการให้ที่หนองคาย ซึ่งตอนมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่เป็นคนทำ

Advertisement

พระครูสุตชยาภินันท์ เล่าต่อไปอีกว่า เมื่อก่อนที่ยังไม่ได้บวช แม่พระมารุต เล่าให้ฟังว่าลูกชายมีเงินเยอะ อยากใส่ทองเส้นไหนก็ได้ใส่ มีเงินหลายแสน บอกลูกไปบวชในเมืองเอาเงินมาให้ ซึ่งตนกับเจ้าอาวาสวัดหายโศกรู้จักกันมานานเกือบ 20 ปีแล้ว ตั้งแต่ยังเป็นสามเณร ตอนนั้นตนอยู่วัดลำดวนในตัวเมืองหนองคาย หลังเกิดเหตุเจ้าอาวาสวัดหายโศกก็ได้โทรหาตนให้ไปดูพระมารุตที่บ้านแม่ ตนไปดูที่บ้านก็ไม่เจอ บ้านก็ปิด เพิ่งเข้าบ้านเมื่อคืนนี้ (21 พฤษถาคม) ไม่รู้ว่าทางญาติได้ติดต่อกันไหม แต่ไม่ได้มาที่วัดแห่งนี้

พระครูสุตชยาภินันท์ เล่าต่อไปอีกว่า ตนรู้เรื่องว่าพระมารุต เป็นผู้ต้องสงสัย หลังจากที่เป็นข่าว เจ้าอาวาสวัดหายโศกได้โทรปรึกษา เพราะรู้ว่าตนรู้จักครอบครัวพระมารุต ซึ่งพ่อกับแม่แยกทางกัน ที่บ้านนาดีนี้มีแต่แม่กับน้องสาว น้องเขย และหลานอยู่ ทำสวนยาง ส่วนพ่อย้ายไปอยู่ชลบุรีและมีครอบครัวใหม่ ซึ่งแต่ก่อนนี้ก่อนบวชพระมารุตมีธุรกิจเปิดห้องให้เช่า ประมาณ 10 กว่าห้องให้พ่อเป็นคนดูแล อุปนิสัยพระมารุตเป็นคนคุยโว เมื่อก่อนมีเงินหลายล้านจริง ติดของหรู ใช้เงินมาก จากนั้นติดเล่นการพนัน ติดเที่ยว

พระครูสุตชยาภินันท์ กล่าวว่า ส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดนั้นก็เคยมีประวัติ คือช่วงจะไปทำงานที่ดูไบ ตรวจโรคไม่ผ่าน ก็ได้ไปอยู่กับเพื่อนที่คอนโดในกรุงเทพฯ เกิดความเครียดเลยหันไปเสพยาหนัก ตอนที่เขาไปเด็กนักเรียนตนก็เคยไปสอน มีลูกศิษย์ที่เป็นเพื่อนพระมารุตโทรมาบอกตนให้ติดต่อพ่อ-แม่ให้ไปรับตัวที่กรุงเทพฯ เพราะพระมารุตจะกระโดดตึกฆ่าตัวตาย จะวิ่งให้รถชน แม่ก็รับตัวกลับมารักษาตัวอยู่ประมาณปีกว่า ก็ได้หนีไปบวช พึ่งบวชได้เพียงพรรษาแล้ว คือบวชก่อนเข้าพรรษาปีที่ผ่านมา บวชช่วงเดือนพฤษภาคม 2568 ถึงตอนนี้ก็ยังบวชไม่ครบปี บวชอยู่ที่วัดในเขตตำบลบ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่ ก่อนจะย้ายมาวัดหายโศกหลังออกพรรษาปีที่ผ่านมา ช่วงจะไป สปป.ลาว แม่ของพระมารุตก็ได้ให้ตนย้ายเข้าทะเบียนวัดให้ เพื่อทำบัตรผ่านแดนไป สปป.ลาว ตนจึงอนุญาตให้ย้ายเข้า เพราะเขาอยู่ที่หมู่บ้านนี้ตั้งแต่เด็ก

น.ส.นุสบา (น้องสาว) และ นายวิน  (น้องเขย) บอกว่า พระมารุต ปกติก็เป็นคนอัธยาศัยดีเข้ากับคนง่าย เป็นคนดีคนหนึ่ง ไม่เคยมีเรื่องแบบนี้ ไม่เคยเกะกะระรานใครเลย ปกติก่อนที่จะไปบวชก็อาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้ พึ่งไปบวชได้ 1 พรรษา ส่วนไปบวชที่ไหนนั้นไม่พวกตนไม่รู้ เพราะตอนนั้นตนยังไม่ได้มาอยู่ที่บ้านหลังนี้ แต่เมื่อพระมารุตย้ายมาอยู่วัดหายโศกแล้วตนและแม่ก็ไปมาหาสู่ตลอด ตนได้รู้เรื่องที่เกิดขึ้นจากข่าวในโซเชียล ตอนนี้พวกตนก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าเขาเป็นคนขโมย จึงอยากจะติดต่อกับเขา แต่ติดต่อไม่ได้เลยตั้งแต่เมื่อวานนี้ (21 พฤษภาคม)

น.ส.นุสบา กล่าวว่า ส่วนที่เป็นไปได้หรือไม่นั้นว่ากำลังหลบนี้นั้น ตนก็ว่าอาจจะเป็นไปได้ตามที่มีการนำเสนอข่าว พวกตนก็ติดตามข่าวอยู่ ญาติพี่น้องที่โคราชก็ไม่มี ตนก็ได้ติดต่อไปที่พ่อและญาติ ๆ ของพ่อก็ยังไม่มีใครทราบว่าอยู่ไหน เพราะเขาไม่ได้ติดต่อไปเลย ซึ่งปกติก็ไม่ค่อยสนิทสนมกันเพราะพ่อกับแม่แยกทางกันนานแล้ว ที่สำคัญเขาเป็นคนที่ไม่อาศัยใคร อาศัยตัวเองเป็นหลัก ตอนนี้ก็ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าตนเป็นห่วงมาก อยากติดต่อเขาให้ได้ อยากเจอเขา และอยากเจอกับเขา

น้องสาวพระมารุต ได้ฝากถึงพระมารุตให้ติดต่อกับมาหาที่บ้าน อยากรู้ว่าเรื่องมันเป็นอย่างไร มาปรึกษากัน คุยกัน ว่ามันจริงหรือเปล่า อย่างที่ข่าวเขาออก

 

ในส่วนของความคืบหน้าในการติดตามตัวนั้น เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.เมืองหนองคาย ได้เก็บภาพจากกล้องวงจรปิดภายในวัดและพื้นที่โดยรอบ อีกทั้งได้นำพระเณร และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาพิมพ์ลายนิ้วมือที่งานสืบสวน สภ.เมืองหนองคาย เพื่อนำไปตรวจสืบ แต่มีพระหนึ่งรูปที่ไม่มาพิมพ์ กลับขับรถของวัดไปจอดที่ บขส. ก่อนนั่งรถโดยสารสายหนองคาย – กรุงเทพฯ – หาดใหญ่ไป ซึ่งถือว่าน่าสงสัย แต่ยังไม่มีหลักฐานที่จะขอศาลออกหมายจับในคดีหลักทรัพย์ได้ เจ้าหน้าที่ได้ประสานเจ้าของรถคันที่ผู้ต้องสงสัย(พระ) ขับฯ มาสอบปากคำ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับพระมารุตนั้น พระที่ได้พูดคุยกับพระมารุตทำให้ทราบว่า พระมารุต เคยไปทำงานต่างประเทศ มีเงินหลายล้าน ทำธุรกิจสร้างห้องพักที่ชลบุรี และทำร้านนวด แต่ไปไม่รอด จึงได้มาบวช มาอยู่ที่วัดหายโศก ก็ชอบเสี่ยงโชคโดยการซื้อหวย งวดละ 4 – 5 พันบาท

สำหรับยอดเกตุมาลา ของพระพุทธชินราชหายโศก เฉพาะเกตุมูลค่าประมาณ 1.3 ล้านบาท ทำจากเงินเป็นหลัก แล้วมีทองคำที่ส่วนปลาย น้ำหนักรวมทั้งเกศ ประมาณ 14 กิโลกรัม ความยาวของยอดเกศตั้งแต่สลักถึงปลายยอดสุด ประมาณ 60 ซม. ปลายสุดเป็นทับทิมมูลค่า ประมาณ 75,000 บาท และรอบเกศมีพลอยประดับเป็นเม็ด ๆ มูลค่าประมาณ 75,000 บาท

ส่วนที่ทองคำเป็นส่วนปลายยอดต่อลงมาจากทับทิม น้ำหนักประมาณ 5 บาท และเป็นส่วนที่ต่อกับปลายยอด รวมกับที่หุ้มพลอยที่ประดับเป็นเม็ด ๆ รอบเกศ น้ำหนักประมาณ 4 บาท ทองคำรวมทั้งหมดประมาณ 9 บาท

ส่วนที่ถูกขโมยคือส่วนที่เป็นทองคำที่ติดกับทับทิม น้ำหนักประมาณ 2 บาทกว่า เป็นส่วนหนึ่งของยอดเกศที่เป็นเหมือนพระอบมีฝาปิดโดยใช้สลักล็อก ภายในมีพระธาตุอรหันต์ 5 พระองค์ ประกอบด้วย 3 องค์อยู่ใกล้เกศเดิมขององค์พระที่มีมาแต่โบราณ ได้มาจากสมเด็จพระสังฆราช (ปัจจุบัน) 1 องค์และได้มาจากเกจิอาจารย์อีก 1 องค์