คืบหน้า เหตุเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงถล่มทับขบวนรถไฟโดยสาร ที่โคราช บริษัทผู้รับเหมาหยุดก่อสร้างช่วงจุดเกิดเหตุไว้ชั่วคราว รอศาลตัดสิน ด้านผู้การโคราชยันตำรวจเร่งตรวจพิสูจน์ชิ้นส่วนอุปกรณ์ หาต้นเหตุโศกนาฏกรรม สอบปากคำพยานเกือบครบทุกปากแล้ว
จากกรณีเครนขนาดใหญ่ในไซต์งานก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูง พังถล่มลงมาทับขบวนรถไฟโดยสาร สาย กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี อย่างรุนแรง เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ในพื้นที่บ้านถนนคต หมู่ 11 ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ส่งผลให้โครงสร้างเหล็กและอุปกรณ์ก่อสร้างพังเสียหายยับเยิน มีผู้เสียชีวิต 32 ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 69 ราย สร้างความสะเทือนขวัญ และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวางถึงมาตรการความปลอดภัยในการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ดังกล่าว รวมถึงการดำเนินคดีกับผู้รับผิดชอบ ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหากับใครนั้น
เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม หลังผ่านมากว่า 4 เดือน ผู้สื่อข่าวเดินทางไปสังเกตการณ์บริเวณจุดเกิดเหตุ บ้านถนนคต ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ไม่พบคนงานของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) ผู้รับจ้างก่อสร้างโครงการช่วงดังกล่าวแต่อย่างใด เหลือเพียงเศษซากเครน และคนงานของบริษัทรับเหมาก่อสร้าง อยู่เพียง 1 คน เฝ้าของกลางซากเครนที่พังถล่มในช่วงกลางวัน ซึ่งพนักงานสอบสวนได้สั่งอายัดทรัพย์สินของบริษัทเอาไว้ และจะมี รปภ.เฝ้าอีก 1 คน ในช่วงกลางคืน

โดยบริษัทผู้รับเหมาได้ย้ายเครื่องจักรกลไปทำงานต่อโครงการจุดอื่นในช่วง ต.โคกกรวด ถึง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา ระหว่างรอศาลตัดสินคดีก่อน จากนั้นจึงจะขนย้ายเครื่องจักรและเครนตัวใหม่มาดำเนินการก่อสร้างต่อให้แล้วเสร็จ
ในด้านความปลอดภัย บริษัทรับเหมาได้ประชุมร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อวางมาตรการยกระดับป้องกันความปลอดภัยไว้แล้ว โดยหลังจากศาลตัดสินคดีเสร็จ จะต้องมีการประชุมวางแผนร่วมกันอีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายเพ็ญพร อายุ 28 ปี เจ้าของร้านค้าใกล้เคียงที่เกิดเหตุ บอกว่า หลังเกิดโศกนาฏกรรม จนถึงขณะนี้ผู้รับเหมาก็ยังไม่ได้ทำอะไรต่อ เหลือเพียงของกลางวางทิ้งไว้ โดยมีคนงานและ รปภ.เฝ้าวันละ 2 คน ส่วนผู้รับเหมาทราบแค่ว่าได้ย้ายไปทำจุดอื่นก่อน
ด้าน พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินคดีว่า ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการดำเนินการของพนักงานสอบสวน สภ.สีคิ้ว ท้องที่เกิดเหตุ ซึ่งตนได้ลงมาควบคุมดูแลในชั้นพนักงานสอบสวนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังต้องรอผลการตรวจพิสูจน์ชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในที่เกิดเหตุอย่างละเอียด เพื่อระบุให้แน่ชัดว่าชิ้นส่วนอุปกรณ์ใดเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องนำมาประกอบกับข้อมูลส่วนอื่นๆ ที่ตำรวจมีอยู่ เพื่อชี้ชัดถึงแนวทางการดำเนินงานต่อไป

พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์เผยว่า ส่วนการรวบรวมพยานหลักฐานด้านการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำพยานไปเกือบจะครบถ้วนทุกปากแล้ว รอเพียงหลักฐานการตรวจพิสูจน์ชิ้นส่วนอุปกรณ์ดังกล่าวจากผู้เชี่ยวชาญมาสมทบ เมื่อได้ข้อมูลครบทั้งหมดแล้ว ตนและทีมพนักงานสอบสวนจะนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อไป ว่ามีบุคคลใดบ้าง และจะดำเนินคดีอย่างไร
พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ในส่วนของการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ซึ่งเป็นเรื่องของกฎหมายเฉพาะที่ระบุให้ตัวนายจ้างต้องมีหน้าที่ควบคุมดูแลลูกจ้างนั้น กรมได้ส่งเรื่องดังกล่าวมาให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมายแล้ว ซึ่งตามหลักการปฏิบัติในเบื้องต้น กฎหมายเปิดช่องให้สามารถส่งเรื่องให้ทางจังหวัดดำเนินการเปรียบเทียบปรับได้ แต่ในกรณีนี้ ทางจังหวัดได้ส่งเรื่องกลับคืนมาให้พนักงานสอบสวนเป็นผู้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายแทน ส่งผลให้พนักงานสอบสวน สภ.สีคิ้ว จะต้องเป็นผู้รวบรวมสำนวนทั้งหมด เพื่อส่งเรื่องต่อไปยังพนักงานอัยการและส่งฟ้องต่อศาล เพื่อให้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างละเอียดต่อไป


