ชาวโกลก6ชุมชนประท้วงบิ๊กตู่สั่งปิดท่าเรือทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยน
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 มิ.ย. 60 ที่บริเวณท่าเรือชมพู่ เขตเทศบาลเมืองสุไหงโกลก จ.นราธิวาส ได้มีตัวแทนชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่6 ชุมชน ประกอบด้วย ชุมชนท่าโรงเลื่อย ชุมชนท่าชมพู่ ชุมชนท่าบือเร็ง ชุมชนท่ากอไผ่ ชุมชนท่าเจ๊ะกาเซ็ง และชุมชนหัวสะพาน จำนวนกว่า 300 คน ภายใต้การนำของนายไพรัตน์ บินมามะ รองประธานชมรมท่าข้ามสุไหงโกลก ได้ชุมนุมแสดงความไม่พอใจกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ทหารชุดเฉพาะกิจนราธิวาส 30 ปิดช่องทางข้ามผ่อนปรน จำนวน 6 แห่ง อันเป็นผลเกี่ยวเนื่องมาจากปัญหาความมั่นคง เหลือเพียง1 แห่ง คือ ช่องทางข้ามผ่อนปรนท่าประปา ที่ประชาชนสามารถใช้บริการข้ามไปมาระหว่างเมืองรันตูปันหยัง รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย กับ อ.สุไหงโกลก ซึ่งทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ใน 6 ชุมชน จำนวน 1,300 ครัวเรือน รวม 5,200 คน มีวิถีชีวิตที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปโดยปริยาย

การชุมนุมแสดงความไม่พอใจของชาวบ้านในครั้งนี้ ได้มีการถือป้ายเขียนข้อความภาษาไทย อาทิ ลุงตู่ช่วยคืนความสุขให้กับชาวสุไหงโกลกด้วย เมืองโกลกจะตายอยู่แล้ว อย่าซ้ำเติมพวกเรา และป้ายข้อความ หนูไปโรงเรียนไม่ได้ ใครก็ได้ช่วยหนูที โดยนายไพรัตน์ บินมามะ รองประธานชมรมท่าข้ามสุไหงโกลก และสมโภช เจนพาณิชพงศ์ เลขาธิการหอการค้า จ.นราธิวาส ได้ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ส่งผ่านนางสุชาดา พันธ์นรา นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองสุไหงโกลก ที่จะส่งต่อไปยังนายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขานุการผู้แทนพิเศษของรัฐบาล เพื่อส่งมอบให้นายกรัฐมนตรีได้พิจารณาทบทวนเปิดท่าข้ามผ่อนปรนทั้ง 6 ท่า เช่นเดิม
ใจความในจดหมายระบุว่า การปิดช่องทางข้ามผ่อนปรน ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในชุมนุมทำให้ชาวบ้านหมดอาชีพไม่มีรายได้นำมาเลี้ยงครอบครัว โดยเฉพาะคนหาเช้ากินค่ำ คือ อาชีพรับจ้างแบกหามสินค้าข้ามระหว่างพรมแดน อาชีพขับเรือยนต์รับจ้าง อาชีพขี่รถ จยย.รับจ้าง โดยเฉพาะเด็กนักเรียนร้อยละ 60 ถึง 70 ต้องข้ามแดนไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนฝั่งประเทศมาเลเซีย แบบไปเช้าเย็นกลับ

นายไพรัตน์ บินมามะ รองประธานชมรมท่าข้ามสุไหงโกลก กล่าว่า อยากให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองให้ความสำคัญชาวท่าเรือ ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ใช่แต่พวกเรา มันกระทบทั้งเมืองโกลก จึงขอความช่วยเหลือเราเดือดร้อนจริงๆ
รายงานข่าวจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้รายหนึ่ง ขอสงวนชื่อและนามสกุล ได้เปิดเผยในระหว่างการพูดคุยว่า การแก้ไขปัญหาความมั่นคงระหว่าง2 ฟากฝั่งไทยและมาเลเซีย ปัจจุบันชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในชุมชนทั้งหมด ได้มีการอบรมหลักสูตรต่างๆของทั้งฝั่งไทยและมาเลเซีย เพื่อให้ประชาชนซึ่งถือว่าเป็นกลไกสำคัญที่สุดในมาตรการการป้องกันภัยคุกคามและความมั่นคงอยู่แล้ว โดยเฉพาะการช่วยเป็นหูเป็นตาในการแจ้งเบาะแส บุคคลต้องสงสัยที่ใช้ช่องทางข้ามผ่อนปรน และจากการปฏิบัติที่ผ่านมาทางประเทศมาเลเซียและฝั่งไทย ก็ได้มีการประเมินผลออกมาเป็นที่พึงพอใจ แล้วจู่ๆมีคำสั่งให้ปิดช่องทางข้ามผ่อนปรน 6 แห่ง มันส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตประชาชน
แต่ถึงอย่างไรก็ตามในระหว่างที่ตัวแทนชาวบ้าน 6 ชุมชน ได้ร่วมแสดงพลังความไม่พอใจอยู่นั้น ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารสังกัดชุดเฉพาะกิจนราธิวาส30 ได้เตรียมนำแผ่นป้ายไวนิล เขียนข้อความว่า ห้ามขึ้นที่นี่ ไปขึ้นท่าประปา เพื่อนำไปติดไว้ที่ช่องทางข้ามผ่อนปรนทั้ง 6 แห่ง แต่ด้วยเหตุและผลที่ส่งผลกระทบต่อชาวบ้าน แถมชาวบ้านได้ขอร้อง เพื่อรอการทบทวนของนายกรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ทหารจึงได้นำป้ายกลับไป

