บรรยากาศสุดเศร้า เผา ‘น้องใบบุญ’ เด็ก 8 เดือน แม่โยนทิ้งป่าดับ ไร้พ่อร่วมงาน
จากกรณีแม่วัย 26 ปี โยนลูกชายวัย 8 เดือน ทิ้งป่าข้างบ้านจนเสียชีวิต โดยผลชันสูตรของเด็กพบว่ากะโหลกศีรษะแตกปอดฉีกมีรอยช้ำทั่วร่างกายซึ่ง หลังสอบปากคำตำรวจได้ส่งตัวฝากขังเมื่อวาน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ขณะที่ผู้นำท้องถิ่นและชาวบ้านในตำบลหัวถนน ถ้าช่วยกันจัดงานศพตั้งบำเพ็ญกุศลไว้ 2 คืน สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความหดหู่ใจให้กับผู้ที่ทราบข่าวเป็นอย่างยิ่ง
อ่านข่าว – สลด แม่คลั่งยา จับลูกวัย 8 เดือน โยนทิ้งป่าข้างบ้านเสียชีวิต
เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 1 มิถุนายน ที่ วัดอุเบกขาราม ม.3 ต.หัวถนน อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร ได้มีพิธีฌาปนกิจศพ น้องใบบุญ อายุ 8 เดือน โดยมีชาวบ้านในพื้นที่เดินทางมาร่วมกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้สื่อข่าวไม่พบว่าผู้เป็นยาย (แม่ของ น.ส.ตาล ผู้ก่อเหตุ) และ นายทศพร หรือ กุ้ง พ่อของน้องใบบุญ อายุ 31 ปึ มาร่วมพิธีในครั้งนี้แต่อย่างใด

ขณะที่ มูลนิธิแสงสวรรค์สงเคราะห์ จ.นครสวรรค์ ได้เดินทางพาลูกทั้ง 3 คน ของ น.ส.ศดิภา หรือตาล อายุ 26 ปี (ผู้ก่อเหตุ) มาร่วมเผาศพ น้องใบบุญ วัย 8 เดือน ด้วย ก่อนเกิดเหตุจรวดดังกล่าวครั้งนี้ ที่ผ่านมาชาวบ้านและผู้นำท้องถิ่นได้พยายามช่วยเหลือครอบครัวดังกล่าวจนสุดความสามารถสุดท้ายพบว่าผู้เป็นแม่ไม่สามารถเลี้ยงดูลูกทั้งหมดได้จึงได้ทำการประสาน พม.กำแพงเพชร เพื่อนำตัวทั้งหมดไปดูแลได้ 7 เดือนแล้ว สำหรับเงินทำบุญที่ผู้บริจาคผู้ใจบุญช่วยสมทบมาในงานศพครั้งนี้หลังจากหักค่าใช้จ่ายก็มอบให้เป็นทุนการศึกษากับเด็กทั้งหมดที่เป็นลูกของผู้ก่อเหตุ
สำหรับบรรยากาศงานศพของ น้องใบบุญ บรรยากาศเป็นไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจ มีชาวบ้านที่เคยเลี้ยงดูอาบน้ำป้อนนมได้มาร่วมงานครั้งนี้ด้วย รวมถึง พระอธิการปรัชญา จารุธัมโม เจ้าอาวาสวัดท่าตะคร้อเขาทอง ที่เคยรับเลี้ยงดูให้ที่พักพิงอาศัยพ่อและเด็กตอนที่เกิดใหม่ ก็เดินทางมาร่วมงานด้วยโดยสีหน้าของหลวงพ่อมีความเศร้าโศกเสียใจอย่างมาก รวมถึงเด็กทั้ง 3 คน ที่เดินทางมาส่งน้องใบบุญเป็นครั้งสุดท้ายสีหน้าก็รับรู้ได้ว่าน้องที่เคยเล่นด้วยกันไม่อยู่แล้ว

พระอธิการปรัชญา จารุธัมโม เจ้าอาวาสวัดท่าตะคร้อเขาทอง กล่าวว่า ตลอดงานอาตมาเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมทั้ง 2 คืน ซึ่งวันนี้ก็มาส่งน้องใบบุญเป็นครั้งสุดท้ายขอให้ไปสู่ภพภูมิที่ดี ถ้าวันนั้นญาติทางฝ่ายพ่อเด็กเอาไปส่งที่วัดก็ไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอย่างแน่นอน โดยอาตมาอยากฝากบอกพ่อแม่ในสังคมปัจจุบันนี้ หากไม่พร้อมที่ก็ไม่ควรปล่อยให้มีลูก เพราะเรื่องปัญหาสิ่งเสพติดมีความเกี่ยวข้องกับชีวิตครอบครัวมาก ซึ่งก็อยากให้เรื่องนี้เตือนสติและเป็นครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้น ขอให้ทุกคนใช้สติในการดำเนินชีวิตให้มากขึ้น
นางหนูแก่น อายุ 69 ปี และ นางกิมฮวย อายุ 54 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ที่คอยอาบน้ำเลี้ยงดูป้อนนมให้กับเด็กทุกวัน กล่าวว่า วันนี้ตนเองมาส่งน้องใบบุญเป็นครั้งสุดท้าย คนในครอบครัวของเด็กตนไม่รู้จักและเขาก็ไม่รู้จักตน ซึ่งตนกับเด็กมีความผูกพันกันตอนอยู่ที่วัด ช่วยกันตั้งแต่ผ้าอ้อมผืนแรก ซึ่งตั้งแต่นำมาที่วัดก็ห่อผ้าขนหนูมาผืนเดียว ตนก็เอาผ้าห่มมาให้นอน ซึ่งก็ความสงสารมาก โดยตนอยากจะเจอยายของแม่เด็กที่ก่อเหตุ อยากถามว่าตอนที่ลูกสาวทำร้ายเด็กมัวทำอะไรอยู่ทำไมถึงไม่ปกป้องหลานตนเองแท้ๆ ไม่รับรู้อะไรสักอย่าง ซึ่งแม้ตอนนี้ผู้เป็นแม่เด็กถูกดำเนินคดีเข้าคุกไปแล้วก็ขอให้ติดไปตลอดชีวิตอย่าออกมาเป็นมารสังคมอีกเลย ซึ่งก็ไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนี้ไปเกิดขึ้นกับเด็กคนไหนอีกเลย

ขณะที่ นายรัชกร ภู่ทอง กำนันตำบลหัวถนน ที่พบเห็นและช่วยเหลือในการแจ้งตำรวจและนักข่าวหลังทราบเหตุ เล่าว่า เรื่องที่เกิดขึ้นนี้หดหู่ต่อสังคมอย่างมาก ซึ่งเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ที่เสพยาเสพติดและดื่มสุรา จนก่อเหตุความรุนแรงในครอบครัว และงานฌาปนกิจศพของน้องใบบุญครั้งนี้จะสำเร็จได้ก็ต้องขอขอบคุณผู้นำ พร้อมชาวบ้านในพื้นที่ทั้งสองหมู่บ้านที่ได้ช่วยเหลือกันจนจบงาน ซึ่งการจัดงานทั้งหมดก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใจบุญโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งถ้าหากไม่ได้รับบริจาคก็คงหมดเป็นแสน โดยมีคนร่วมทำบุญ 30,000 กว่าบาท ซึ่งค่าใช้จ่ายหลังจากหักแล้วก็มอบให้เป็นทุนการศึกษาให้กับลูกของผู้ก่อเหตุทั้ง 3 คน ซึ่งในช่วงจัดงานสวดอภิธรรมสองคืนยายและพ่อเด็กก็เดินทางมาด้วย ซึ่งก็อยากให้ดวงวิญญาณของน้องใบบุญไปสู่ภพภูมิบนสวรรค์
ขณะที่ นายมานิตย์ อายุ 72 ปี คณะกรรมการมูลนิธิแสงสวรรค์สงเคราะห์ จ.นครสวรรค์ (มูลนิธิที่รับเลี้ยงดูแลเด็กทั้ง 3 คน) กล่าวว่า มูลนิธิได้รับเด็กทั้งหมด 3 คนไปดูแลเป็นอย่างดี ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 รวม 7 เดือนแล้ว ซึ่งเด็กทั้งหมดก็กินดีอยู่ดี ซึ่งเรารับตั้งแต่หนึ่งขวบขึ้นไปส่งเรียนจนจบปริญญาตรี ซึ่งตอนที่มารับครั้งแรกสภาพครอบครัวพ่อแม่เลิกกันและไม่สามารถดูแลลูกได้ ซึ่งมูลนิธิของเรานั้นมีเด็กที่พ่อแม่ไปทำงานตอนเย็นมารับกลับและอยู่ประจำรวมประมาณ 60 คน ซึ่งหนึ่งใน 3 คน ไปโรงเรียนแล้ว 2 คน ส่วนน้องชมพู่คนเล็กอยู่ในระดับอนุบาลเราให้กินนอนอยู่ที่นั่นหมดมีครูประจำชั้นคอยดูแลตลอด ซึ่งเด็กทั้งสามคนตอนอยู่ที่มูลนิธิไม่ได้พูดถึงแม่หรือบ่นอยากกลับบ้านแต่อย่างใด


