หน้าแรก ภูมิภาค นักธุรกิจสาว ...

นักธุรกิจสาว หอบหลักฐานยื่นฟ้อง กระต่าย พรรณนิภา ข้อหาฉ้อโกง แฉพฤติกรรม เบิกจ่ายทิพย์ 22 ครั้ง 

3.06.26 | 12:45 น.

นักธุรกิจสาว หอบหลักฐานยื่นฟ้อง กระต่าย พรรณนิภา ข้อหาฉ้อโกง แฉพฤติกรรม เบิกจ่ายทิพย์ 22 ครั้ง 

 

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา นางสาวสวรีย์ เลิศไพบูลวณิช หรือคุณกิ๊ก นักธุรกิจสาวชาวสกลนคร เจ้าของแบรนด์อาหารเสริมชื่อดัง มอบหมายให้ นายกฤษฎา โลหิตดี หรือทนายโนบิ ทนายความชื่อดังพร้อมทีมทนายความ นำพยานหลักฐานเข้ายื่นฟ้องดำเนินคดีอาญากับนักร้องสาวชื่อดัง กระต่าย พรรณนิภา ในฐานความผิดฉ้อโกง ต่อศาลจังหวัดสกลนคร หลังตรวจสอบพบพฤติกรรมการตั้งเบิกค่าใช้จ่ายบริษัทอันเป็นเท็จ หรือบิลทิพย์ จำนวนมากถึง 22 ครั้ง

สืบเนื่องมาจาก คุณกิ๊กและกระต่าย พรรณนิภา นักร้อง ได้ตกลงทำสัญญาร่วมลงทุนทางธุรกิจเพื่อจำหน่ายสินค้าแบรนด์ดัง โดยมีการแบ่งขอบเขตความรับผิดชอบอย่างชัดเจน ซึ่งกระต่ายดูแลด้านการตลาดและโฆษณา ส่วนคุณกิ๊กรับผิดชอบด้านสินค้าและระบบบัญชี ทั้งสองฝ่ายมีข้อตกลงร่วมกันว่า หากมีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการทำงาน เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง หรือของใช้สำหรับทีมงาน ให้ทางกระต่ายสำรองจ่ายไปก่อน แล้วจึงนำใบเสร็จมาตั้งเบิกคืนจากบริษัทเป็นรายเดือน

ทว่าจุดแตกหักเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา เมื่อกระต่าย พรรณนิภา ได้ตัดสินใจฉีกสัญญา พร้อมทั้งลบตะกร้าสินค้าและคลิปวิดีโอโปรโมตออกจากช่องทางออนไลน์ทั้งหมด ส่งผลให้เกิดข้อพิพาทและนำไปสู่การตรวจสอบเอกสารทางบัญชีอย่างละเอียดจากทางฝั่งโจทก์

Advertisement

จากการตรวจสอบบัญชีดังกล่าว ทางคุณกิ๊กพบความผิดปกติในการเบิกจ่ายหลายรายการ โดยระบุว่ากระต่ายได้นำสลิปค่าใช้จ่ายส่วนตัวมากล่าวอ้างว่า เป็นค่าใช้จ่ายของทีมงานเพื่อขอเบิกเงินจากบริษัท ทางทีมทนายความจึงได้รวบรวมหลักฐานและชี้แจงพฤติการณ์เบิกจ่ายทิพย์ ที่สำคัญไว้ในคำฟ้อง อาทิ ช้อปปิ้งออนไลน์ แต่เบิกเป็นค่าข้าวทีมงาน นำสลิปโอนเงินจ่ายค่าสินค้าออนไลน์ให้กับพนักงานขนส่งพัสดุ มาตั้งเบิกกับบริษัทโดยอ้างว่าเป็นค่าอาหารสำหรับทีมงานหลายครั้ง เบิกค่าน้ำมันไปเล่นคอนเสิร์ตส่วนตัว นำใบเสร็จค่าน้ำมันจากการขับรถเดินทางไปรับงานแสดงคอนเสิร์ตส่วนตัวตามจังหวัดต่างๆ มาผลักภาระตั้งเบิกกับบริษัท โดยอ้างว่าเป็นค่าน้ำมันสำหรับการเดินทางไปทำคอนเทนต์หรือไปส่งพนักงาน

โอนเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง นำสลิปการทำรายการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารส่วนตัว หรือเติมเงินเข้า Wallet ของตนเอง มาตั้งเบิกโดยอ้างว่าเป็นค่าอาหารหรือค่าจัดทำคอนเทนต์นำบิลทำเล็บ อ้างทำคอนเทนต์นำใบเสร็จค่าน้ำมันในวันที่เดินทางไปทำกิจธุระส่วนตัวและเสริมความงาม (ทำเล็บ) มาเบิกโดยอ้างว่าเดินทางไปถ่ายทำสื่อโฆษณาให้แบรนด์

ใช้สลิปแฟนเลี้ยงหมูกระทะ นำสลิปโอนเงินจากบัญชีธนาคารของชายคนรัก (แฟนหนุ่ม) ที่ไปรับประทานหมูกระทะเป็นการส่วนตัว มาตั้งเบิกบริษัทโดยเขียนข้อความอ้างว่าเลี้ยงหมูกระทะทีมงาน ทั้งที่ข้อเท็จจริงทีมงานกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ออฟฟิศ

นายกฤษฎา โลหิตดี หรือทนายโนบิ ทนายความฝ่ายโจทก์ให้สัมภาษณ์ เพิ่มเติมว่า แม้จำนวนเงินในบางรายการอาจดูไม่สูงมากนัก แต่พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการกระทำความผิดซ้ำซากและต่อเนื่องถึง 22 ครั้ง หรือ 22 กรรม ซึ่งความผิดฐานฉ้อโกงแต่ละกรรมมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ทำให้ทางโจทก์มองว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงเจตนาทุจริตอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ การยกเลิกสัญญาของกระต่ายยังส่งผลให้บริษัทของคุณกิ๊กได้รับความเสียหายมูลค่ากว่า 40 ล้านบาท ทางโจทก์จึงตัดสินใจดำเนินคดีอาญาอย่างเด็ดขาดเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของธุรกิจและทวงคืนความยุติธรรม

พร้อมทั้งเปิดเผยถึงแนวทางการดำเนินคดีว่า ความผิดฐานฉ้อโกงตามกฎหมายนั้น เป็นความผิดอันยอมความได้ หากคู่กรณีทั้งสองฝ่ายสามารถพูดคุยเจรจาและตกลงกันได้ ก็มีโอกาสที่จะหาแนวทางยุติข้อพิพาทที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคดีนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการไต่สวนมูลฟ้อง ทางฝั่งของน้องกระต่ายเองก็ยังมีสิทธิและโอกาสในการนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองในชั้นศาลได้เต็มที่ เพราะตามหลักกฎหมาย ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ต้องถือว่าผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่

คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดสกลนคร โดยศาลมีการออกหมายนัดไต่สวนมูลฟ้อง เพื่อพิจารณาพยานหลักฐานตามกระบวนการทางยุติธรรมใน วันที่ 3 สิงหาคม 2569

นายสมเกียรติ โรจวรกมล ทนายความ กล่าวแนะนำแนวทางด้านกฎหมายว่า การทำธุรกรรมในลักษณะเบิกทิพย์ หรือการเบิกจ่ายในรายการที่ไม่มีอยู่จริง รวมถึงการเบิกจ่ายซ้ำซ้อน ถือเป็นการทุจริตอย่างชัดเจนตามกฎหมาย ในประเด็นการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์เพื่อลบข้อมูลหรือจัดการตะกร้าสินค้าของคู่ค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พร้อมเตือนว่าการปิดกั้นช่องทางทำมาหากินของผู้อื่นโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า เป็นการกระทำที่ขาดความเห็นอกเห็นใจในการทำธุรกิจ และอาจมีผลทางกฎหมายตามมา หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง ผู้เกี่ยวข้องควรเตรียมรับผลทางกฎหมายที่ตามมาให้ดี

คุณกิ๊กกล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำตาซึมว่า ตอนนี้มีกระบวนการสร้างโปรไฟล์อวตารขึ้นมาโจมตีตนและสินค้า มิหนำซ้ำยังลามไปถึงพูดจาให้ร้ายแม่ของตนที่พึ่งเสียชีวิตไปด้วยโรคมะเร็งเมื่อไม่นานมานี้ อยากขอร้องให้กลุ่มบุคคลผู้ไม่หวังดีหยุดพฤติกรรมดังกล่าว เพราะตอนนี้กระทบกระเทือนจิตใจเป็นอย่างมาก