หน้าแรก ภูมิภาค ผู้เลี้ยงกุ้ง...

ผู้เลี้ยงกุ้งสงขลา เดือดร้อนหนัก มาเลเซียงดนำเข้า ฉุดราคาตกต่ำ ห้องเย็นกว้านซื้อถูก ตุนไว้ขาย

4.06.26 | 10:43 น.

ผู้เลี้ยงกุ้งสงขลา เดือดร้อนหนัก มาเลเซียงดนำเข้า ฉุดราคาตกต่ำ ห้องเย็นกว้านซื้อถูก ตุนไว้ขาย

วันที่ 4 มิ.ย.69 รายงานจากฟาร์มเลี้ยงกุ้งของนายปรีชา สุขเกษม เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง จ.สงขลา อุปนายกสมาคมกุ้งไทยว่า หลังเกิดปัญหากุ้งล้นตลาด ราคาตกต่ำ เนื่องจากทางการมาเลเซีย ประกาศงดน้ำเข้ากุ้งจากไทย เพราะต้องตรวจหาสารปนเปื้อนในกุ้ง ซึ่งเป็นมาตรการตอบโต้ทางการไทย ที่ตรวจสอบสารปนเปื้อนในปลากะพง ที่นำเข้าจากมาเลเซีย

นายปรีชา เปิดเผยว่า หลังจากมาเลเซีย ห้ามนำเข้ากุ้งจากไทยชั่วคราว ก็ทำให้กุ้งที่พร้อมจะขาย กลับไม่สามารถขายได้ โดยเฉพาะใน จ.สงขลา มีกุ้งประมาณวันละ 30 ตัน เพราะฉะนั้นกุ้งส่วนนี้จะกลายเป็นกุ้งส่วนเกินสะสมไปเรื่อยๆ เพราะแม่ค้าไม่รับซื้อมาตั้งแต่ 10 วันก่อนหน้านี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากว่า 20 วัน ที่กุ้งสดต้องอั้นไว้ ราคาก็จะตกลงเรื่อยๆ

นายปรีชา เปิดเผยว่า จะกลายเป็นช่องทางให้โรงงานแช่แข็ง มารับซื้อไปสต็อกเพื่อรอปล่อยขาย ที่เกษตรกรประสบขณะนี้ คือ ห้องเย็นไม่รับซื้อ เสมือนการกักตุนสินค้าอย่างหนึ่ง รัฐบาลยิ่งแก้ปัญหาช้าเท่าไหร่ ปัญหาก็จะยิ่งลุกลามบานปลายมากขึ้น ตนเชื่อว่า มีไอ้โม่ง ที่ได้ประโยชน์จากภาวะวิกฤตของเกษตรกรอยู่แน่นอน ซึ่งรัฐบาลต้องไปดูว่าใครเอาเปรียบเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทย

“ได้ข่าวมาว่า น่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจห้องเย็น เนื่องจากสามารถเลือกซื้อกุ้งราคาถูก เอาไปขายแพงได้ อีกทั้งขณะนี้กุ้งไทยเป็นกุ้งที่มีราคาดีที่สุด เกษตรกรไม่สามารถเก็บกุ้งไว้เองได้ มีแต่ห้องเย็นเท่านั้นที่ซื้อราคาถูกแล้วก็เก็บกุ้งไว้ได้เป็น 2-3 เดือน แล้วก็ไปขายภายหลัง”

Advertisement

นายปรีชา เปิดเผยว่า ส่วนการนำปลากะพงมาเลเซียไปแลกกุ้ง ต้องเห็นใจ ผู้เลี้ยงปลากะพงด้วย เพราะต่างฝ่าย ต่างตกอยู่ในสภาวะคล้ายกับกุ้ง กุ้งกับปลาคล้ายกัน แต่มูลค่าทางเศรษฐกิจของกุ้งกับปลากระพงต่างกันมาก กุ้งประมาณ 6,000 ล้านบาทต่อปี ปลากะพงประมาณ 800 ล้านบาทต่อปี ผู้เลี้ยงกุ้งมองว่ามาตรการที่รัฐบาลทำ เปรียบเสมือนเราเอากุ้งมังกรตัวขนาดเท่าแขน แล้วก็ไปแลกลูกปลากะพงตัวขนาด 4 นิ้ว ซึ่งไม่คุ้มค่ากัน ต้องให้ข้อมูลรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า หากนำปลากะพงไปแลกกับมาเลเซีย ก็เปรียบเสมือนรัฐบาลไทย เอากุ้งมังกรตัวขนาดแขนไปแลกปลากะพง ตัวละ 2-3 ขีด

“ปัญหาที่เกิดขึ้น กระทรวงพาณิชย์ ต้องบูรณาการร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งควบคุมกรมประมง ผู้ที่ออกมาตรการตรวจสอบปลากะพง ซึ่งการออกมาตรการตรวจสารตกค้าง 15 วันก่อนส่งออก จากปลาสดก็กลายเป็นปลาเค็ม ส่วนนายกรัฐมนตรีต้องสั่งการเองทันที เพื่อออกมาตรการให้รัดกุมไม่ยืดเยื้อและกระทบเกษตรกรน้อยที่สุด”

นายปรีชา เปิดเผยว่า ทางออกของปัญหาต้องแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ขณะนี้ประเทศไทยผลิตได้ปีละ 300,000 ตัน ส่งไปต่างประเทศผ่านห้องเย็นประมาณ 100,000 ตัน ที่เหลือคือบริโภคภายในประเทศและส่งไปในประเทศเพื่อนบ้าน และมาขณะนี้ประตูที่ส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านโดนปิด โดยเฉพาะมาเลเซียปิดด่าน ซึ่งเป็นกลไกระหว่างประเทศ พี่น้องเกษตรกรหรือพ่อค้าไม่สามารถที่จะเดินหน้าไปเจรจาเองได้ ไทยกับมาเลยเซีย เรามีสัญญา FTA เรื่องสินค้าเกษตรภาษี 0% แต่มาตรการการตรวจสอบถือเป็นกำแพงภาษีชนิดหนึ่ง กุ้ง ปลา เป็นอาหารสด ถ้าถูกกักแค่ 1-2 วันสินค้าก็เน่าแล้ว

“รัฐบาลต้องแก้ปัญหาในส่วนนี้ ลดขั้นตอนการตรวจสอบหรือชะลอขอความอนุเคราะห์ให้มาเลเซีย ผ่อนผันมาตรการนี้ไปก่อนจนกว่าจะได้ความชัดเจนในการตรวจสอบ แล้วจึงออกเป็นมาตรการบังคับใช้กันเกษตรกรจะได้วางแผนธุรกิจล่วงหน้าได้”