กยท.เปิดประมูลยางสต๊อก 1.84 หมื่นตัน ยึดราคากลางจากสภาพจริง เคาะเริ่มต้น 818 ล้านบาท
วันที่ 6 มิ.ย.69 นายญาณกิตต์ ฮารุดีน รองผู้ว่าการด้านธุรกิจยางแห่งประเทศไทย และคณะได้เดินทางไปตรวจโกดังยางพารา ที่โกดังทองสิน ต.บ้านพรุ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และโกดังที่ ต.พะตง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อตรวจสต๊อกยางพารา ราคาที่ กยท. รับซื้อ เพื่อพยุงราคาของรัฐบาลตามโครงการมูลภัณฑ์กันชน เพื่อแก้ปัญหายางพารา ราคาตกต่ำเมื่อปี 2555 และมีการขายให้กับบริษัทของจีนไปแล้ว แต่บริษัทผู้รับซื้อผิดสัญญา ต้องมีการฟ้องร้องตามกฎหมาย และขณะนี้ศาลได้มีคำพิพากษาให้ กยท.ขายยางพาราที่เก็บอยู่ในโกดัง ทั้งที่ ต.บ้านพรุ และที่ ต.พะตง ภายใน 15 วัน
ซึ่ง กยท.จะมีการเปิดประมูลในวันที่ 15 มิ.ย. นี้ เพื่อที่จะนำเงินที่ขายได้มาชำระหนี้เงินกู้ที่ กยท.กู้จาก ธกส. 800 กว่าล้าน และจ่ายให้ค่าเช่าโกดังของเอกชน ทั้ง 2 บริษัท ที่ กยท.ค้างค่าเช่า ตั้งแต่ปี 2555 การที่ ศาลมีการพิพากษา ให้ กยท.นำยางในโกดังทั้งหมดขายในห้วงเวลานี้ ถือเป็นโอกาสดีของ กยท. ที่จะได้ขายยางที่อยู่ในสะต๊อกในห้วงที่ยางขึ้นราคา เพราะเกษตรกรชาวสวนยางในเปิดกรีดไม่เต็มที่และมีปัญหาของเอลนีโญ และยางเป็นโรคเปลือกแห้ง ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยที่สำคัญ จะเป็นการ ปิดจ๊อบของยางในสะต๊อกที่คาราคาซังมานานกว่า 10 ปี
นอกจากเป็นการปลดหนี้ ธกส.และปลดหนี้ค่าเช่าโกดังแล้ว ยังเป็นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นให้หมดไปด้วย
การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เดินหน้าระบายสต๊อกยางพารารวม 18,481.39 ตัน ผ่านการขายทอดตลาด มูลค่าราคาเริ่มต้นรวมกว่า 818 ล้านบาท โดยย้ำชัดว่าหัวใจสำคัญของการประมูลครั้งนี้อยู่ที่ “ที่มาของราคากลาง” ซึ่งพิจารณาจากปริมาณยาง สภาพการจัดเก็บ และคุณภาพยางที่ปรากฏจริงในคลังสินค้า เพื่อให้การกำหนดมูลค่าสอดคล้องกับสภาพทรัพย์สินและเป็นธรรมต่อผู้เข้าร่วมประมูลทุกฝ่าย
กยท. กำหนดเงื่อนไขการขายในลักษณะ “As Is Where Is” หรือขายตามสภาพจริง ณ สถานที่จัดเก็บ ผู้เสนอราคาจะต้องตรวจสอบคุณภาพยางด้วยตนเองก่อนเข้าประมูล และยอมรับสภาพสินค้าตามข้อเท็จจริง ไม่สามารถเรียกร้องให้มีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงคุณภาพภายหลังได้ ส่งผลให้การเปิดคลังให้ตรวจสอบสินค้าล่วงหน้ากลายเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินมูลค่าและกลยุทธ์การเสนอราคา
อีกหนึ่งจุดเด่นของการประมูลครั้งนี้คือการออกแบบรูปแบบการขายเพื่อสร้างการแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดย กยท. เลือกแบ่งยางออกเป็นหลายล็อตแทนการขายเป็นล็อตขนาดใหญ่ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทุกขนาดสามารถเข้าร่วมแข่งขันได้อย่างทั่วถึง ลดการกระจุกตัวของผู้ซื้อรายใหญ่ และช่วยให้กระบวนการประมูลมีความโปร่งใส สะท้อนมูลค่าตลาดที่แท้จริงมากขึ้น
ยางที่นำออกประมูลแบ่งเป็น 4 ล็อต ประกอบด้วย โกดังทุ่งสงสวัสดิ์ จังหวัดสงขลา ปริมาณ 7,254.82 ตัน ราคาเริ่มต้น 362.20 ล้านบาท, โกดังวันชัยสตาร์ 1 จังหวัดสงขลา ปริมาณ 6,626.60 ตัน ราคาเริ่มต้น 321.13 ล้านบาท, โกดังวันชัยสตาร์ 5 จังหวัดสงขลา ปริมาณ 2,637.53 ตัน ราคาเริ่มต้น 125.06 ล้านบาท และโกดังซี แอนด์ ที โมดูลาร์ จังหวัดชลบุรี ปริมาณ 1,962.44 ตัน ราคาเริ่มต้น 98.53 ล้านบาท
เมื่อคำนวณราคาเริ่มต้นเฉลี่ย พบว่าอยู่ในช่วงประมาณ 48.33-50.54 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสะท้อนความแตกต่างของสภาพยาง คุณภาพการเก็บรักษา และต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของแต่ละคลัง จึงทำให้ “สภาพยางจริง” เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจและระดับราคาที่ผู้ซื้อพร้อมเสนอ
กยท.กำหนดให้ผู้เข้าร่วมประมูลวางหลักประกันจำนวน 3 ล้านบาท เปิดให้ตรวจสอบสภาพยางระหว่างวันที่ 10-12 มิถุนายน 2569 ก่อนยื่นซองเสนอราคาในวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ณ สำนักงานใหญ่ กยท. กรุงเทพมหานคร โดยการเสนอราคาจะต้องสูงกว่าราคาเริ่มต้นและเพิ่มขึ้นครั้งละไม่น้อยกว่า 200,000 บาท
การระบายสต๊อกยางครั้งนี้จึงมีความสำคัญมากกว่าการจำหน่ายสินทรัพย์คงคลัง เพราะเป็นการทดสอบกลไกตลาดภายใต้หลักความโปร่งใส ที่เปิดให้ผู้ซื้อประเมินมูลค่าจากสภาพยางจริง พร้อมใช้ราคากลางที่อ้างอิงข้อมูลข้อเท็จจริงเป็นฐานการแข่งขัน ซึ่งจะช่วยสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของยางพาราไทย และส่งสัญญาณต่อทิศทางตลาดยางในช่วงต่อไป



