ถกแก้เหมืองเมียนมาปล่อยสารพิษลงแม่น้ำเดือด ผู้ว่าฯ ขอเอาป้ายด่ารัฐบาลออก นักวิชาการชี้รัฐเพิกเฉยปัญหา
เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน รายงานข่าวแจ้งว่ากรณีเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน ซึ่งประกอบด้วยคณะสงฆ์ นักวิชาการ ภาคประชาชน ฯลฯ ได้เดินเท้าจาก ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม ไปประชุมหารือกับตัวแทนรัฐบาลที่ศาลากลาง จ.เชียงราย ในวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมานั้น พบว่าในห้องประชุมซึ่งมี พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผู้ช่วย รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมหารือกับตัวแทนเครือข่ายฯ เช่น ครูเตือนใจ ดีเทศน์ อดีต ส.ว.เชียงราย ดร.สืบสกุล กิจนุกร นักวิชาการมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง แสงระวี สุวีรการย์ จากมูลนิธิร่มโพธิ์ ฯลฯ
ปรากฎว่า ขณะประชุมหารือได้มีผู้นำป้ายใหญ่ที่มีข้อความว่า “รัฐบาลทำ…อะไรอยู่” ไปขึงไว้ที่ผนังด้านหลังของห้องประชุมจนเห็นได้อย่างชัดเจน ทำให้ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย ได้ขอให้ยุติการชูป้ายโดยให้เหตุผลว่าควรให้ความเคารพห้องประชุมอันศักดิ์สิทธิ์นี้ด้วย ทำให้ตัวแทนเครือข่ายฯ และภาคประชาชนได้นำป้ายดังกล่าวออกไปก่อนจะมีการประชุมหารือกันจนเสร็จสิ้น
ด้าน ดร.สืบสกุล เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือว่าจนถึงปัจจุบันตนเห็นว่ารัฐบาลยังคงเพิกเฉยต่อปัญหา ทั้งๆ ที่แถลงต่อรัฐสภาไว้แล้วว่าจะเหมืองเถื่อนอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านแสดงว่ารัฐบาลกำลังปล่อยให้ประชาชนรับเอกสารโลหะหนักเข้าสู่ร่างกาย ส่วนการส่งผู้ช่วย รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปพบปะกับประชาชนคือการแก้ผ้าเอาหน้ารอดและตอบปัญหาอะไรไม่ได้สักอย่าง ขณะที่ชาวบ้านที่ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย ขอแหล่งน้ำใหม่เพื่อทดแทนแม่น้ำกกมานานถึง 9 เดือนก็ยังไม่มีปัญหาจัดการให้ได้นับประสาอะไรกับการแก้ไขปัญหาข้ามกระทรวงและการไปเจรจากับประเทศจีน และเมียนมา รัฐบาลเร่งให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา) แต่กลับปล่อยให้มีปัญหานี้จึงจะถูกตั้งคำถามอย่างหนักแน่นอน
ภาครัฐยังคงยึดติดการตรวจสารโลหะหนักรายครั้ง สนุกกับเกณฑ์มาตรฐาน ตรวจมาเป็นปียังบอกแนวโน้มปัญหาไม่ได้ อ้างขาดงบประมาณ เครื่องมือ และบุคลากรตลอด ไม่นำพาต่อปัญหาสารโลหะหนักสะสมในสิ่งแวดล้อม ห่วงโซ่อาหาร และสุขภาพ พอตรวจเจอสารโลหะหนักเกินเกณฑ์เมื่อไหร่ก็กล่าวโทษสารเคมีการเกษตรทันที ทั้งที่ไม่มีผลพิสูจน์จากห้องแลป ตนจึงขอย้ำว่าหากภาครัฐมีผลตรวจยืนยันว่าสารโลหะหนักทั้งหมดมาจากสารเคมีการเกษตร เราควรขอโทษจีนที่ทำเหมืองแร่ในเมียนมาและลาว
นักวิชาการยังระบุอีกว่าจีนยังคงปากหวานก้นเปรี้ยว พูดอย่างทำอย่าง วิสาหกิจจีนเข้าไปทำเหมืองแร่ในประเทศเมียนมา และ สปป.ลาว ทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่กลับทำลายสภาพแวดล้อมของประเทศอื่นและยังมีหน้ามาบอกว่าเราดื่มสายน้ำเดียวกันอีก ส่วนภาคธุรกิจไทยยังคงทำกำไรจากการทำเหมืองแร่ในเมียนมา ไม่ต่างอะไรจากวิสาหกิจจีน นำเข้า ส่งออกแร่แบบสบายๆ ทั้งบนดินและใต้ดิน โดยไม่นำพาต่อหลักการความรับผิดชอบของธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม เพื่อนบ้านจะเสียหายวายวอด เพื่อนร่วมชาติจะทุกข์ทรมาน ภาคธุรกิจไทยก็ไม่สนใจ



