ระทึก! ช้างป่าทับลานหลงฝูง บุกชุมชนกบินทร์บุรี เจ้าหน้าที่ระดมโดรนเร่งผลักดันกลับคืนป่ามรดกโลก
ผู้สื่อข่าวรายงาน เหตุระทึกขวัญ ช้างป่าจากอุทยานแห่งชาติทับลานพลัดหลงออกจากโขลง เดินทางไกลข้ามอำเภอเข้ามาหากินในย่านชุมชนหนาแน่น อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ร่วมกับผู้นำท้องถิ่นและอาสากู้ภัยเร่งระดมกำลังเฝ้าระวังและวางแผนผลักดันกลับสู่ป่าอย่างปลอดภัย

ช้างป่าดังกล่าวเป็นช้างเพศผู้ วัยหนุ่ม แยกตัวออกจากโขลงที่มีอยู่ประมาณ 60 ตัว บริเวณฝั่งทุ่งโพธิ์ อำเภอนาดี จ.ปราจีนบุรี ก่อนจะเดินเท้าเป็นระยะทางไกลกว่า 30 กิโลเมตร ผ่านหลายตำบลและข้ามถนนสาย 304 เข้ามาใกล้เขตหมู่บ้านในตำบลเมืองเก่า อำเภอกบินทร์บุรี
โดยเมื่อเวลา 17.45 น. วันที่ 7 มิถุนายน 2569 นายภานุวัฒน์ พันธ์สาย อาสาสมัครหน่วยกู้ภัยสัจจะพุทธธรรมแห่งประเทศไทย (อ.กบินทร์บุรี) เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งพบช้างป่าพลัดหลงเข้ามาในพื้นที่บ้านม่วง หมู่ที่ 7, 18 และ 21 ต.เมืองเก่า อ.กบินทร์บุรี เป็นเขตที่พักอาศัยหนาแน่น ช้างได้หลบซ่อนตัวอยู่ในป่าไผ่ข้างบ้านเรือนประชาชน ขณะที่ นายสัญญา จันทร์แวว กำนันตำบลเมืองเก่า กล่าวว่า ได้รับแจ้งพบช้างตั้งแต่ช่วงกลางดึกของคืนที่ผ่านมา จึงประสานเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทับลาน อบต.เมืองเก่า และชุดอาสาผลักดันช้างป่าเพื่อเฝ้าระวังความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ตั้งเป้าหมายผลักดันช้างป่ากลับคืนสู่ผืนป่าให้ได้

ต่อมา นายประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน เปิดเผยเมื่อเวลา 21.50 น. ว่า ตรวจสอบพบว่าช้างตัวนี้มีประวัติเคยเข้ามาในพื้นที่เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา สันนิษฐานว่าอาจจดจำเส้นทางเดินได้ ทางอุทยานฯ ได้สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เขาใหญ่ และฐานปฏิบัติการเฉพาะกิจ กว่า 50 นาย เข้าควบคุมสถานการณ์ ใช้โดรนจำนวน 4 ตัว ในการควบคุมและผลักดันช้างให้เดินไปในทิศทางที่เหมาะสม
“แสดงความเป็นห่วงพฤติกรรมของช้างที่มีอาการหงุดหงิดจากการอดนอน และเกิดอาการตื่นตกใจจากการถูกชาวบ้านมุงดูและขี่รถจักรยานยนต์ติดตาม ทำให้ช้างได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย จากการเดินชนรั้วลวดหนาม เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จะค่อยๆ ผลักดันช้างให้เคลื่อนที่ไปตามเส้นทางป่าเพื่อมุ่งหน้ากลับสู่บริเวณตำบลสัมพันตา อำเภอนาดี โดยเน้นการรักษาความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมขอความร่วมมือชาวบ้านให้งดการติดตามหรือเข้าใกล้ช้างเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเครียดและอันตราย” นายประวัติศาสตร์ กล่าว

