ชาวบ้านศาลาลัยร้องคลองห้วยยางคู่น้ำเสีย กลิ่นเหม็น ปลาตายอื้อ ต้นเหตุจากโรงงาน หวั่นกระทบแหล่งเที่ยวบึงบัวทุ่งสามร้อยยอด ทสจ.สั่งรง.เร่งแก้ไข
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ชาวบ้านในพื้นที่ ต.ศาลาลัย อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ร้องเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งตรวจสอบน้ำเสียในคลองห้วยยางคู่ บริเวณด้านหลังโรงเรียนบ้านหนองขาม มีสภาพเน่าเสีย ส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง พบปลาลอยตายจำนวนมาก สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ชาวบ้านเชื่อว่าเกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งปล่อยน้ำเสียลงคลอง
“คลองห้วยยางคู่เป็นแหล่งน้ำสำคัญที่ไหลลงสู่พื้นที่ชุ่มน้ำทุ่งสามร้อยยอด ซึ่งเป็นบึงบัวขนาดใหญ่ มีทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย รวมทั้งนกน้ำ นกอพยพนานาชนิด ภายในอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ในช่วงฤดูแล้งยังเป็นแหล่งน้ำที่เกษตรกรใช้เพื่อการเพาะปลูก หากน้ำเกิดการปนเปื้อนจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติ และการประกอบอาชีพของประชาชนในวงกว้าง” ชาวบ้าน กล่าว

ต่อมา เจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด ทสจ.)ประจวบคีรีขันธ์ ร่วมกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ปลัดอำเภอสามร้อยยอด ประมงอำเภอ สาธารณสุขอำเภอ นักวิชาการสาธารณสุข เทศบาลตำบลศาลาลัย และผู้นำท้องถิ่น ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง เบื้องต้นพบเหตุการณ์เป็นไปตามข้อร้องเรียน โดยตัวแทนโรงงานยอมรับว่ามีน้ำบางส่วนจากกระบวนการผลิตไหลลงสู่คลองห้วยยางคู่ และได้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าโดยติดตั้งกังหันน้ำเพิ่มออกซิเจนในน้ำและโรยปูนขาวในลำคลอง

ต่อมา เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบระบบบำบัดน้ำเสียภายในโรงงานเพิ่มเติม พบมีน้ำจากบ่อบำบัดน้ำเสียไหลลงสู่คลอง จึงเก็บตัวอย่างน้ำส่งตรวจวิเคราะห์ พร้อมสั่งการให้โรงงานเร่งแก้ไขระบบควบคุมและอุปกรณ์ไฟฟ้าบริเวณบ่อบำบัดน้ำเสีย เนื่องจากอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อบุคคลได้ นอกจากนี้ ทสจ.ประจวบคีรีขันธ์ กำชับให้โรงงานจัดทำและเก็บบันทึกการดูแลระบบบำบัดน้ำเสียตามแบบ ทส.1 เพื่อใช้ตรวจสอบสถิติและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมให้รายงานข้อเท็จจริงตามมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน
หากไม่จัดส่งรายงานหรือส่งข้อมูลล่าช้า อาจมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 106 ส่วนการรายงานข้อมูลอันเป็นเท็จ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 107 ของกฎหมายดังกล่าว
ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบอย่างโปร่งใส และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนซ้ำอีกในอนาคต


