ผบก.ตชด.ภาค 1 เป็นประธานพิธีฌาปนกิจศพ “น้ององุ่น” ท่ามกลางบรรยากาศโศกเศร้า
จากเหตุการณ์ที่ น้ององุ่น อายุ 7 ปี นักเรียนชั้น ป.1 โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านเรด้าร์ ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ที่ถูก นายแป๊ะ น้าชาย และด.ญ.กานดา พี่สาวต่างบิดา ซึ่งทั้งคู่ยังเป็นเยาวชน ทำร้ายจนเสียชีวิต โดยทางครอบครัวได้ตั้งศพไว้ที่วัดลิเจีย เพื่อให้ร่วมวางพวงหรีดเพื่อแสดงความเสียใจต่อการจากไปของ น้ององุ่น เป็นเวลา 3 วัน นั้น
เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดลิเจีย ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี นายชัย และนางฝน พ่อและแม่ของ น้ององุ่น พร้อมด้วยครอบครัว ญาติ และชาวบ้านได้ร่วมส่ง “น้ององุ่น” เด็กหญิงวัย 7 ขวบ เป็นครั้งสุดท้าย บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและอาลัย มีญาติ เพื่อนบ้าน ผู้นำชุมชน คณะครู ในพื้นที่ใกล้เคียงกว่า 500 คน เดินทางมาร่วมไว้อาลัยและส่งดวงวิญญาณของน้ององุ่นเป็นครั้งสุดท้าย โดยพ่อแม่ของน้ององุ่น ยังอยู่ในความเศร้าโศกจากการสูญเสียลูกสาว

ก่อนเริ่มพิธีฌาปนกิจ พลตำรวจโท จักรเพชร เพชรพลอยนิล ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 เป็นประธานในพิธี พร้อมทั้งเป็นผู้แทนมอบเงินช่วยเหลือแก่ครอบครัวแก่พ่อ และแม่ ของน้ององุ่นซึ่งเป็นเงินพระราชทานสำหรับจัดงานศพจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเงินช่วยเหลือจาก พลตำรวจเอกกิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
จากนั้นเวลา 14.00 น. ญาติได้เคลื่อนร่างของน้ององุ่นออกจากศาลา ก่อนเวียนรอบเมรุ จำนวน 3 รอบ ตามความเชื่อทางศาสนา ต่อมาจึงนำร่างขึ้นสู่เชิงตะกอน เพื่อประกอบพิธีวางดอกไม้จันทน์ ตามความเชื่อ และประเพณีของครอบครัว โดยไม่มีพิธีสงฆ์และการทอดผ้าบังสุกุลแต่อย่างใด
ก่อนมีการประชุมเพลิงในเวลาต่อมาท่ามกลางบรรยากาศการเศร้าเสียใจของครอบครัว ญาติพี่น้อง คุณครู เพื่อนๆ และผู้ที่มาร่วมงาน
โดย พ่อของน้ององุ่น ได้กล่าวคำอำลาลูกสาวด้วยน้ำตา โดยบอกว่า “ไปดีนะลูก ชาติหน้าเกิดมาเป็นลูกพ่ออีกนะ”

นายวิวัฒน์ ธนาปัญญาวรคุณ ผู้อำนวยการมูลนิธิวันสกาย (One Sky Foundation) องค์กรสาธารณประโยชน์ที่ทำงานด้านเด็กและครอบครัวในพื้นที่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เปิดเผยบทเรียนจากการทำงานเชิงลึกในพื้นที่ต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี พบว่าเกือบทั้งหมดของกรณีเด็กที่ถูกล่วงละเมิดหรือเผชิญความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ มีจุดเริ่มต้นจากการปล่อยปละละเลยของผู้ปกครองหรือผู้ดูแล สังคมมักมองว่าเด็กเป็นผู้มีปัญหา แต่ในความเป็นจริงพฤติกรรมของเด็กเป็นเพียงอาการที่สะท้อนปัญหาซึ่งเกิดจากพ่อแม่หรือผู้ดูแล โดยเฉพาะรูปแบบการเลี้ยงดูและการดูแลเอาใจใส่ภายในครอบครัว
จากประสบการณ์การทำงานในพื้นที่ มูลนิธิพบว่าพฤติกรรมของผู้ดูแลที่ส่งผลกระทบต่อเด็กสามารถพบได้ในหลายลักษณะ ทั้งการใช้ความรุนแรงต่อเด็กทั้งทางร่างกายและวาจา การปล่อยปละละเลยไม่ดูแลความปลอดภัยของเด็กอย่างใกล้ชิด รวมถึงการเลี้ยงดูแบบตามใจจนขาดการสร้างวินัยและขอบเขตที่เหมาะสม
ผู้อำนวยการมูลนิธิวันสกาย ยังกล่าวถึงความเชื่อที่ว่าปัญหาความรุนแรงต่อเด็กมักเกิดขึ้นในครอบครัวยากจน โดยยืนยันว่าฐานะทางเศรษฐกิจไม่ใช่ปัจจัยหลักที่นำไปสู่การทารุณกรรมเด็ก เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้กับครอบครัวทุกระดับรายได้
ขณะที่ปัจจัยสำคัญคือทัศนคติ วิธีคิด และแนวทางการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง ส่วนสถานะทางเศรษฐกิจมีผลในด้านโอกาสทางการศึกษา สุขภาวะ และการเข้าถึงทรัพยากรสนับสนุนการใช้ชีวิตมากกว่า
สำหรับกรณีของ “น้ององุ่น” (นามสมมติ) ซึ่งเป็นเด็กที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นประจำและตกอยู่ในเหตุความรุนแรง นายวิวัฒน์มองว่าสื่อสังคมออนไลน์เป็นเพียงปัจจัยปลายเหตุ ขณะที่สาเหตุสำคัญคือการที่เด็กถูกปล่อยให้อยู่ตามลำพังเป็นเวลานานโดยขาดการดูแลจากผู้ปกครอง
ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยเลือกยื่นสมาร์ตโฟนให้บุตรหลานเพื่อให้เด็กอยู่นิ่ง ไม่ดื้อ หรือใช้เป็นเครื่องมือช่วยเลี้ยงดูแทนตนเอง แต่การปล่อยให้เด็กใช้อุปกรณ์และเข้าถึงโลกออนไลน์โดยลำพังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออันตรายในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะเมื่อไม่มีผู้ใหญ่คอยกำกับดูแล
ดังนั้น การแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องมองให้ลึกกว่าพฤติกรรมที่แสดงออกของเด็ก และให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทัศนคติ และความรับผิดชอบของผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเติบโตของเด็กจากภายในครอบครัวเป็นอันดับแรก




