คลี่คลายแล้ว กลุ่มคนลอยคอ เกาะอาดัง ที่แท้เป็นลูกเรือประมงชาวอินโด เครื่องยนต์ขัดข้องลอยลำกลางช่องแคบมะละกานาน 9 วัน ผู้ว่าฯ สตูล สั่งนำตัว 4 ชีวิตพักหลบคลื่นลมเกาะราวี มอบอาหาร-เสื้อผ้าตามหลักมนุษยธรรม
วันที่ 16 มิถุนายน ความคืบหน้าล่าสุดกรณีชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดสตูล พบกลุ่มบุคคลลอยคอขอความช่วยเหลือกลางทะเลอันดามันน่านน้ำสากลประมาณ 13 ไมล์ทะเล ใกล้เกาะอาดัง ภายในเขตอุทยานแห่งชาติตะรุเตา จนนำไปสู่การระดมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบด่วนนั้น
ล่าสุด เจ้าหน้าที่ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) และหน่วยงานความมั่นคงจังหวัดสตูล ได้เข้าช่วยเหลือและนำเรือประมงสัญชาติอินโดนีเซียลำดังกล่าว พร้อมด้วยลูกเรือชายทั้งหมดจำนวน 4 คน เข้ามาพักหลบคลื่นลมเป็นการชั่วคราว ในเขตอุทยานแห่งชาติตะรุเตาเรียบร้อยแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ได้จัดหาอาหาร น้ำดื่ม เครื่องนุ่งห่ม และตรวจเช็กสภาพร่างกายเบื้องต้นให้ตามหลักมนุษยธรรม ก่อนสอบปากคำถึงสาเหตุการลอยคอในครั้งนี้

จากการสอบสวนซักถามเบื้องต้น ทราบว่า กลุ่มคนดังกล่าวเป็นชาวอินโดนีเซียแท้ ๆ ไม่ใช่ชาวโรฮินจา ตามที่หวั่นเกาะติดกระแสในตอนแรก โดยพวกเขาให้การว่าได้ขับเรือประมงออกจาก จังหวัดสุมาตรเหนือ ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อเดินทางมาตกปลา แต่ในระหว่างนั้นเครื่องยนต์เรือเกิดพังเสียหายกะทันหัน ทำให้ไม่สามารถขับเรือกลับได้
ในนาทีชีวิตกลุ่มลูกเรือจึงได้ตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการ นำกระสอบป่านมาตัดเย็บต่อกันเพื่อทำเป็นใบเรือ หวังให้กระแสลมพัดพากลับเข้าฝั่งอินโดนีเซีย แต่กลับถูกมรสุมและลมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังแรง พัดหอบเรือลอยลำสไลด์ลึกเข้ามาในเขตทะเลจังหวัดสตูลของประเทศไทย

เมื่อเรือลอยมาถึงน่านน้ำไทยและพบเรือประมงไทยพัดผ่าน ด้วยความหิวโซอิดโรย ลูกเรือบางส่วนจึงตัดสินใจกระโดดลงน้ำลอยคอเพื่อว่ายเข้าไปขอแบ่งอาหารและน้ำดื่มจากชาวประมงไทยเพื่อประทังชีวิตไปวัน ๆ
ด้านชาวประมงไทยเมื่อเห็นเหตุการณ์ก็ได้แสดงน้ำใจด้วยการ “โยนเสบียงอาหารและน้ำดื่มลงไปให้” แต่ในขณะนั้นไม่มีเรือไทยลำใดกล้ารับกลุ่มคนดังกล่าวขึ้นเรือ เนื่องจากสภาพคลื่นลมที่แรง และมีความหวาดกลัวว่าอาจจะเป็นกลุ่มโรฮินจาลักลอบเข้าเมือง หรือเป็นกลุ่มโจรสลัดในน่านน้ำ จนกระทั่งมีการแจ้งให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าตรวจสอบและช่วยเหลือในที่สุด
ขณะเดียวกัน ข้อมูลการข่าวประสานงานระหว่างประเทศเปิดเผยว่า ทางสถานกงสุลอินโดนีเซียได้รับรายงานด่วนจาก สถานกงสุลใหญ่มาเลเซีย ณ ปีนัง ยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวตรงกับข้อมูลเรือประมงสูญหาย โดยเรือลำนี้มีชื่อว่า เรือ “เตระไต” มีลูกเรือสัญชาติอินโดนีเซียรวมทั้งหมด 6 คน เดินทางออกจากอำเภอลังกัต จังหวัดสุมาตราเหนือ ประเทศอินโดนีเซีย
เรือเตระไตประสบเหตุเครื่องยนต์ขัดข้องอับปางลอยลำอยู่กลางช่องแคบมะละกาในน่านน้ำอินโดนีเซียตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2569 และลอยลำตามกระแสน้ำกระแสลมรอนแรมอยู่กลางทะเลเป็นเวลานานถึง 9 วัน จนขยับเข้าใกล้เขตติดต่อคร่อมเกี่ยวระหว่างน่านน้ำไทย-มาเลเซีย

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ลูกเรือมีการแยกกระจายกัน โดยมีลูกเรือ 2 คน ได้ตัดสินใจว่ายน้ำแยกออกไปจนได้รับการช่วยเหลือจากเรือสัญชาติมาเลเซียปลอดภัยแล้ว และถูกนำตัวส่งกลับประเทศอินโดนีเซียไปก่อนหน้านี้ ส่วนลูกเรือที่เหลืออีก 4 คน ได้ลอยลำตามเรือมาจนได้รับการช่วยเหลือจากทางการไทยที่จังหวัดสตูลในวันนี้
ด้านนายคณิต คงช่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ได้กล่าวถึงความคืบหน้าหลังรับรายงานสรุปสถานการณ์ล่าสุดเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนว่า “ในส่วนของขั้นตอนปฏิบัติ ตอนนี้ได้สั่งการให้ทีม ศรชล. และหน่วยความมั่นคงนำตัวพวกเขาพร้อมเรือไปพักจอดหลบคลื่นลมในจุดที่ปลอดภัยแล้ว พร้อมสั่งกำชับให้ดูแลเรื่องอาหาร น้ำดื่ม และเสื้อผ้าเปลี่ยนใหม่อย่างดีที่สุดตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล เพราะชีวิตคนเหมือนกัน เขาเจอมรสุมและได้รับความเดือดร้อนมา
หลังจากที่พายุลมแรงคลี่คลายและสภาพร่างกายของลูกเรือทั้ง 4 คนฟื้นตัวดีขึ้น ทางจังหวัดจะสอบถามความเป็นมาอีกครั้ง หากไม่พบสิ่งผิดปกติส่งมอบตัวให้ทาง ตม.สตูล เข้ามารับช่วงต่อเพื่อดำเนินการตามระเบียบกฎหมายคนเข้าเมืองต่อไป

