ครั้งแรกในยโสธร ตร.-กฟภ. ทลายเหมืองบิตคอยน์ ลอบใช้ไฟหลวง ความเสียหายนับล้านบาท ตะลึงบิลค่าไฟจ่ายเดือนละ 8 บาท
เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ร.ต.อ.กิติพงษ์ พันธ์ศรี รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองยโสธร พร้อม พ.ต.อ.นิรันดร์ แก้วอิน รอง ผบก.ภ.จว.ยโสธร พ.ต.อ.ภูมิ ทองโพธิ์ ผกก.สส.ภ.จว.ยโสธร นำกำลังตำรวจ กก.สส.ภ.จว.ยโสธร และเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดยโสธร เข้าตรวจสอบอาคารพานิชย์แห่งหนึ่งในพื้นที่ หมู่ 8 บ้านศาลาแดง ถนนเลี่ยงเมือง ต.ตาดทอง อ.เมืองยโสธร จ.ยโสธร หลังรับแจ้งเบาะแสมีการลักลอบใช้ไฟเพื่อขุดเหมืองเงินดิจิทัล สร้างความเสียหายแก่รัฐมูลค่าหลายล้านบาท

ที่อาคารดังกล่าวตรวจสอบไม่พบมีบุคคลพักอาศัย บริเวณชั้น 2 พบเครื่องขุดบิตคอยน์ จำนวน 18 เครื่อง อำพรางเสียงพัดลมระบายความร้อนของเครื่องด้วยการบุผนังเก็บเสียง ซุกซ่อนสายไฟแนบเนียน และติดตั้งกล้องวงจรปิดรอบอาคารเพื่อเฝ้าระวังเจ้าหน้าที่
ตรวจสอบพบว่ากลุ่มผู้กระทำผิดวางแผนเป็นระบบ เริ่มจากการเช่าอาคารใกล้หม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่ จากนั้นให้ผู้เชี่ยวชาญด้านไฟฟ้าดัดแปลงระบบไฟฟ้า โดยต่อสายตรงจากแนวสายไฟฟ้าที่พาดตามแนวหน้าตึกซึ่งจะตีฝ้าเพดานไว้บังตาเจ้าหน้าที่ ก่อนลากสายไฟฟ้าเข้าไปภายในตึกและต่อเข้ากับเครื่องบิตคอยน์โดยตรง

นอกจากนี้ ตรวจสอบพบใบแจ้งค่าไฟฟ้าที่ห้องดังกล่าวมียอดค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายอยู่เพียง 8 บาท เบื้องต้นพนักงานสอบสวนถ่ายภาพพร้อมเก็บวัตถุพยานต่างๆ ในที่เกิดเหตุและอายัดเครื่องบิตคอยน์ทั้งหมดไว้เป็นของกลาง พร้อมสืบสวนติดตามหาเจ้าของเครื่องบิตคอยน์มาสอบสวนก่อนแจ้งข้อกล่าวหา
พ.ต.อ.ภูมิเปิดเผยว่า ก่อนเข้าตรวจสอบได้รับการประสานงานจากเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า ให้เข้าตรวจสอบอาคารดังกล่าวเนื่องจากใช้ไฟฟ้าสูงผิดปกติ จึงขอหมายค้นเข้าตรวจสอบพบเครื่องขุดบิตคอยน์ โดยถือเป็นครั้งแรกของจังหวัดที่ตรวจสอบพบการกระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบใช้ไฟฟรีกับเครื่องขุดบิตคอยน์ ขณะนี้ทราบตัวผู้เช่าแล้วและอยู่ระหว่างติดตามตัวมาดำเนินคดี

นายปรีชา จันทร์เทศ วิศวกรไฟฟ้า เขต 2 อุบลราชธานี กล่าวว่า เนื่องจากทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคยโสธรตรวจพบว่าหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่อยู่ในพื้นที่มีการจ่ายไฟมากกว่าปกติและจากการสำรวจของเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าพบว่ากระแสไฟฟ้าส่วนใหญ่จะถูกจ่ายเข้าไปตามอาคาร จึงสำรวจพบว่าที่อาคารดังกล่าวใช้กระแสไฟมากกว่าจุดอื่นๆ จึงประสานตำรวจเข้าตรวจสอบ คาดว่ามูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่าเดือนละ 2 แสนบาท หรือมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 1 ล้านบาท


