จับ พ.อ.อ.อดีตทหารอากาศ และพวก ลวงฆ่าหนุ่มสักลายมังกร นำร่างหมกป่าแก่งคอย
กรณีเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พบศพเพศชาย สภาพนอนหงายหัวซุกอยู่ในร่องทางน้ำที่ไหลลงมาจากภูเขา สภาพแวดล้อมเป็นป่ารกชัฏ บริเวณทางเดินขึ้นเขาใกล้จุดทิ้งศพพบปลอกกระสุนปืนขนาด 11 ม.ม. ตกอยู่ 4 ปลอกจึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งสภาพศพสวมกางเกงขาสั้นสีครีม ใส่เสื้อคอกลมสีเหลือง ถูกใส่กุญแจมือไพล่หลัง มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าที่ทรวงอก 2 นัด “สักลายมังกรเต็มหน้าอก” ที่คางซ้าย-ขวา มีร่องรอยสักเป็นตัวอักษรว่า “เรือนเพ็ญ-สารเลว รุ่น 1” จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สืบทราบว่าผู้เสียชีวิตแล้ว คือนายเล็ก รอดสุวรรณ อายุ 41 ปี อาศัยอยู่ในพื้นที่ ต.กลางดง และ อ.ปากช่อง โดยการไปๆ มาๆ ระหว่าง 2 พื้นที่ ส่วนผู้ก่อเหตุยังคงต้องรอเจ้าหน้าที่ตำรวจขยายผลทราบว่า เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด
เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ภาค 1 ชุดสอบสวน ภ.จว.สระบุรี และเจ้าชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 3 ชุดสืบสวน สภ.แก่งคอย ได้รวมกำลังกันนำหมายศาล เข้าจับกุมผู้ก่อเหตุ ได้ที่บริเวณห้องเช่าในเขตเทศบาลแก่งคอย

โดยสามารถควบคุมตัว พ.อ.อ.สุทธิพงษ์ (จ่าหลง) (สงวนนามสกุล) อายุ 63 ปี อดีตทหารอากาศ ทำการสอบสวนจนทราบว่ายังมีผู้ร่วมก่อเหตุอีกหลายคน เจ้าหน้าที่จึงนำกำลังเข้าจับกุมตัวนายณัฐ (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี ได้ภายในห้องเช่าที่ ต.เตาปูน อ.แก่งคอย จ.สระบุรี และนายกฤษณะ อายุ 33 ปี ขณะพักในห้องเช่าเดียวกัน พร้อมรถยนต์ยี่ห้อ โตโยต้า อัลติส สีเทา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ควบคุมตัวมาสอบสวนที่ สภ.แก่งคอย ซึ่งในขณะนี้อยู่ในระหว่างการควบคุมตัวที่ สภ.แก่งคอย และนายเศรษวุฒิ อายุ 25 ปี เข้ามอบตัวภายหลัง (กลางดึก) ขณะตำรวจกำลังสอบสวนผู้ต้องหาที่จับกุมได้ก่อนหน้า
ข้อมูลจากชุดสืบสวนเบื้องต้นทราบว่า พ.อ.อ.สุทธิพงษ์ และนายณัฐ เป็นพ่อลูกกัน ส่วนนายเศรษวุฒิ เป็นผู้ประสานงาน เป็นผู้นำเงินค่าจ้างทำงานมาจ่ายให้กับกลุ่มผู้ก่อเหตุ แต่ยังให้การแบ่งรับแบ่งสู้ไม่ระบุถึงผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังสั่งการแต่อย่างใด และที่นายเศรษฐวุฒิจำต้องเดินทางเข้ามอบตัวนั้นเพราะมีหมายจับศาลสระบุรีและถูกกดดันจากชุดจับกุม

ทางด้าน พ.ต.อ.ปกรณ์ นามศรี ผกก.สภ.แก่งคอย เผยว่า ผู้ก่อเหตุทั้ง 3 ยอมรับสารภาพว่าได้ร่วมกันก่อเหตุลวงนายเล็กมาฆ่ายังป่าแก่งคอย โดยมีนายเศรษฐวุฒิ เป็นผู้รับงานติดต่อว่าจ้างเป็นเงิน 12,000 บาท ส่วนนายเศรษฐวุฒิยอมรับว่า ตนเองถูกติดต่อว่าจ้างมาจากนายจ้างอีกทอดหนึ่ง แต่ยังไม่ระบุว่าเป็นใคร ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะต้องขยายผลติดตาม จับกุม ผู้ว่าจ้างมาดำเนินคดีต่อไป
ทางด้านนางสาวเอ (นามสมมุติ) ลูกสาวจ่าหลง เผยว่า วันนี้ตนได้มาเยี่ยมพ่อ และพี่ชาย ซึ่งตนก็ไม่ทราบมาก่อนว่าพ่อไปก่อเหตุยิงคนตาย ซึ่งทางพ่อก็เพิ่งมาบอกตน และตนก็ไม่รู้ว่าสาเหตุจากเรื่องอะไร ซึ่งตนก็เพิ่งรู้จากปากพ่อว่าไปทำอะไรมา ก็ตอนที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม โดยบอกว่าได้ร่วมกับเพื่อนไปยิงคนตายมา ซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าไปกับใครมาบ้าง ซึ่งหลังจากเกิดเหตุและเห็นข่าว ได้บอกพ่อว่ามีเหตุฆ่ากันตายที่ทับกวาง พ่อยังถามตนว่าไปได้ข่าวมาจากไหน ซึ่งตนก็บอกว่าเห็นจากข่าว ซึ่งพ่อก็ยังขอให้ตนส่งข่าวให้ดู และตนก็ส่งไปให้ดู กระทั่งมาทราบอีกทีว่าพ่อไปก่อเหตุมา ก็เพราะว่าพ่อถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนำหมายศาลเข้าควบคุมตัว และพ่อก็ยอมรับกับตนว่าได้ไปร่วมกับเพื่อนก่อเหตุมา โดยได้ค่าจ้างเป็นเงินจำนวน 120,000 บาท โดยแบ่งกัน 3 หรือ 4 คนซึ่งเห็นพ่อพูดว่าได้คนละ 40,000 บาท ตนเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ซึ่งพ่อก็บอกว่าพ่อไม่ได้เป็นคนยิง ซึ่งพ่อ และพี่ชายก็ไม่ได้รู้จักกับคนตาย แต่ไม่รู้ว่าไปมีส่วนร่วมก่อเหตุกันอย่างไร

ด้านนางสาวเจนจิรา (ขอสงวนนามสกุล) ภรรยานายกฤษณะ (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ร่วมก่อเหตุ เผยว่า วันนี้ตนเองมารับโทรศัพท์คืน เนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยึดมาตรวจสอบ และเข้าเยี่ยมสามี ซึ่งตนก็ไม่รู้เรื่องที่สามีตนไปก่อเหตุมา และเขาก็ไม่เคยบอก ซึ่งหลังเกิดเหตุก็เห็นสามีทำตัวปกติ ส่วนเงินที่ได้รับส่วนแบ่งจากการก่อเหตุก็ไม่เคยเห็น ตนก็ใช้ชีวิตปกติมีกินบ้าง ไม่มีกินบ้าง มีใครมาจ้างไปทำงานก็ไป เนื่องจากว่ามีอาชีพรับจ้างทั่วไป ซึ่งตนเองรู้แค่ว่าสามีออกจากบ้านไปตนเองก็คิดว่าไปขับรถรับจ้าง ไม่คิดว่าสามีจะไปทำเหตุการณ์ที่มันเลวร้ายอะไรขนาดนี้ ซึ่งตนเองก็ไม่คิดว่าสามีจะไปก่อเหตุ


