หน้าแรก ภูมิภาค ปราจีนฯเดือด ...

ปราจีนฯเดือด บุกปิดสวิตช์ EEC จังหวัดที่ 4 ลั่นแรง ‘ไม่เอาถังขยะโลก’ อัดรัฐแกล้งตาบอด

23.06.26 | 18:47 น.

เดือดระอุ! ปราจีนฯ ลุกฮือ! บุกกรุงปิดสวิตช์ EEC จังหวัดที่ 4 ลั่นแรง ‘ไม่เอาถังขยะโลก’ แฉปาหี่ฟังเสียงชาวบ้านส่อโมฆะ ทุนจีนเทาฮุบแผ่นดิน-กากพิษแคดเมียมพ่นไฟ รัฐแกล้งตาบอดปล่อยวิถีชุมชนพังพินาศ! คนปราจีนฯ ไม่ทนความตายผ่อนส่ง! บุก สกพอ.-ทำเนียบฯ ประกาศกร้าวค้าน EEC ลั่น ‘อย่าหยามคนครึ่งแสน’

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 23 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชนผู้รักบ้านเกิดในนาม “เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง” กว่า 100 ชีวิต นำโดย นายสุนทร คมคาย หรือ เกษตรแหลม แม่ทัพใหญ่ ทสม. อำเภอกบินทร์บุรี และ นางระตะนะ ศรีวรกุล แกนนำหญิงแกร่งกลุ่มเกษตรอินทรีย์จังหวัดปราจีนบุรี ผนึกกำลังบุกกรุงยื่นแถลงการณ์ด่วนที่สุด ณ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เขตบางรัก คัดค้านมติบอร์ด กพอ. กับการเสนอปราจีนบุรีให้เป็น “พื้นที่ EEC จังหวัดที่ 4” ขณะที่คนในพื้นที่ที่คัดค้านมาตลอด

ต่อมา เวลา 13.00 น. ม็อบปราจีนฯ เคลื่อนพลชุดใหญ่ไปปักหลักปิดล้อมหน้าทำเนียบรัฐบาล จับมือแท็กทีมกับ “ม็อบแลนด์บริดจ์ภาคใต้” รวมพลังส่งเสียงขับไล่นโยบายทุนนิยมสุดขอบ รอดูหน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าจะเลือกอุ้มกลุ่มทุนหรืออุ้มหัวอกประชาชน!

“นี่คือการพัฒนาที่ไร้หัวใจ ไม่ฟังเสียงชาวบ้านแท้จริง และกำลังยัดเยียดความตายผ่อนส่งให้คนปราจีนฯ” แกนนำเครือข่ายฯ กล่าว

Advertisement

ปฏิบัติการขุดรากถอนโคนนโยบายรัฐครั้งนี้ นายสุนทร คมคาย หรือ “เกษตรแหลม” แม่ทัพใหญ่ ทสม. อำเภอกบินทร์บุรี และ แกนนำเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ได้เปิดโปงความลวงโลกของภาครัฐด้วยสีหน้าเคร่งเครียด โดยแฉยับว่า รายงานการศึกษาความเหมาะสมฉบับนี้เข้าข่าย “ปาหี่ครั้งมโหฬาร” เพราะจังหวัดปราจีนบุรีมีประชากรที่ได้รับผลกระทบตาดำ ๆ กว่า 500,000 คน แต่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นกลับลักไก่ เอาเสียงคนแค่ 1,000 คนเศษมาอ้างชี้ชะตาคนทั้งจังหวัด

แถมยังใช้เวลาศึกษาแบบลวก ๆ เพียงไม่กี่เดือน และ ที่น่าเกลียดที่สุดคือ “จงใจตัดเรื่องมลพิษกากขยะอุตสาหกรรม” ออกไปจากรายงาน ทั้งที่เป็นปัญหาที่ชาวบ้านกรีดร้องมาตลอด 30 ปี

“ความไม่สมบูรณ์ของเอกสารและกระบวนการปาหี่แบบนี้ ผมถือว่ามันต้องเป็นโมฆะ อย่าเอาความบกพร่องไร้ความชอบธรรมนี้มาอ้างเพื่อฮุบเมืองปราจีนฯ เด็ดขาด!” เกษตรแหลมย้ำ

พร้อมเปิด 5 แผลฉกรรจ์ ตีแผ่ความจริง ราคาที่คนปราจีนฯ ต้องจ่ายเพื่อเซ่นอุตสาหกรรม

1. ขยี้อู่ข้าวอู่น้ำ-ระเบิดป่ามรดกโลก ปราจีนบุรีคือดินแดนทองคำของเกษตรอินทรีย์และป่าต้นน้ำผืนสุดท้ายติดเขาใหญ่-ทับลาน แต่ EEC กำลังจะบีบให้สร้างเขื่อนในป่ามรดกโลก เพื่อผันน้ำไปป้อนโรงงานอุตสาหกรรม!
2. ผังเมืองวิบัติ-ขยะพิษท่วมแผ่นดิน นับตั้งแต่คำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 เปิดทางสะดวกให้โรงงานขยะและโรงหลอมตั้งได้ทุกสีผังเมือง ปราจีนบุรีก็ถูกยัดเยียดให้กลายเป็น “หลังบ้าน EEC” คอยดมกลิ่นสิ่งปฏิกูลสารพัด
3. ศึกษาสุกเอาเผากิน เมินหัวอกชาวบ้าน รัฐไม่เคยสนใจผลกระทบระยะยาวของคนทั้งจังหวัด นึกจะทำก็ทำในเวลาไม่กี่เดือน
4. กฎหมายอุ้มทุนหนา-ฆ่าสิทธิชุมชน พ.ร.บ.EEC เขียนมาเพื่อเสิร์ฟความรวยให้ทุนใหญ่ แต่โยนเศษมลพิษให้สิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม
5. ชาวบ้านสิ้นเนื้อประดาตัว-วิถีชุมชนสูญหาย ทุนใหญ่เตรียมหลั่งไหลเข้ามากว้านซื้อที่ดินเก็งกำไร ไล่ที่ทำกิน จนคนท้องถิ่นและวิถีชีวิตดั้งเดิมต้องสูญพันธุ์

และ ล่าสุด เมื่อเร็ว ๆนี้ จากรายงานเจาะลึกผลกรณีศึกษา “ปราจีนบุรี : เมืองหลังบ้าน EEC” โดยความร่วมมือของกูรูระดับประเทศอย่าง ดร.สมนึก จงมีวศิน (EEC Watch) และ คุณพรพนา ก๊วยเจริญ (Land Watch Thai) ได้เปิดหลักฐานชิ้นสำคัญระบุชัดว่า พื้นที่ อ.ศรีมหาโพธิ และ อ.กบินทร์บุรี กำลังเผชิญกับ “ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง” กลายเป็นแดนมิคสัญญีที่รองรับโรงงานนรกประเภทลำดับที่ 101, 105 และ 106 (รีไซเคิลและคัดแยกขยะ) ยิ่งหลังจากปี 2561 ที่จีนประกาศแบนขยะ กากพิษมหาศาลจากทั่วโลกก็ทะลักเข้าปราจีนบุรี โดยมีกลุ่มทุนจีนสีเทาหนุนหลังฝังรากลึก!

โดยได้ เปิด 3 อุทาหรณ์เจ็บปวด…ที่รัฐแกล้งตาบอด อาทิ
• ไฟไหม้บ่อขยะพิษวินาศสันตะโร บ่อฝังกลบของ บ.เวสต์ 2 เอ็นเนอร์ยี่ฯ ฝ่าฝืนกฎหมายสิ้นดี แอบทำระบบบำบัดน้ำเสียเถื่อน เทกองกากพิษประจานฟ้าดินกลางแจ้ง!
• กากแคดเมียมมรณะลักลอบขนส่ง สารก่อมะเร็งร้ายแรงขนส่งสายตรงโยงใยมาโผล่นิคมอุตสาหกรรมบ่อทอง
• วิกฤตซีเซียม-137 เขย่าโลก ทำลายความเชื่อมั่นเกษตรกรรมพังพินาศ ชาวบ้านต้องควักเงินตัวเองตรวจสารตกค้างซ้ำเติมความยากจน แถมผู้ประกอบการบางรายยังใจกล้าท้าทายอำนาจรัฐ “ขุดคูน้ำกั้นหน้าโรงงาน” ไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ!

เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ประกาศกร้าวทิ้งท้าย เพื่อกระตุกจิตสำนึกรัฐบาล บ้าแต่ตัวเลขเศรษฐกิจจนลืมหัวอกคนว่า “การพัฒนาที่แท้จริงต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่ใช่เอาทรัพยากรธรรมชาติและชีวิตของประชาชนไปสังเวยเพื่อผลประโยชน์ของทุนหน้าเลือดเพียงบางส่วน”

ในขณะที่ภาครัฐยังคงหลับหูหลับตาอ้างตำราเดิมว่า EEC และแลนด์บริดจ์คือหัวเจาะเศรษฐกิจชาติ โดยไม่สนเลยว่าเสียงร่ำไห้ของชาวบ้านและธรรมชาติกำลังจะเปลี่ยนเมืองเกษตรกรรมที่สวยงามให้กลายเป็น “ถังขยะโลก” ที่ไม่มีวันฟื้นคืน นายสุนทรกล่าว