หน้าแรก ภูมิภาค ภาคท่องเที่ยว...

ภาคท่องเที่ยว ชี้ถนนเชื่อม 2 ฝั่งทะเลอ่าวไทย-อันดามัน ช่วยเปิดประตูเมืองรอง จี้รัฐศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมรอบด้าน

24.06.26 | 13:20 น.

ภาคท่องเที่ยว ชี้ถนนเชื่อม 2 ฝั่งทะเลอ่าวไทย-อันดามัน ช่วยเปิดประตูเมืองรอง จี้รัฐศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมรอบด้าน

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมกะโปรเจกต์สำคัญของรัฐบาลที่กำลังเป็นที่จับตาและมีข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางในขณะนี้ โครงการถนนเชื่อมโยงสองฝั่งทะเล อันดามันและอ่าวไทย (อ.กะเปอร์ จ.ระนอง-อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี) และการพัฒนาท่าเทียบเรือพุมเรียง ว่า โครงการถนนเชื่อมโยงกะเปอร์-ไชยา สามารถอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในพื้นที่ 2 จังหวัด และคือ “เส้นทางเศรษฐกิจใหม่” ของประเทศไทยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเชื่อมต่ออ่าวไทยและทะเลอันดามันเข้าด้วยกัน

ล่าสุดในมุมมองของภาคการท่องเที่ยว นายรัชชพร พูลสวัสดิ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย อดีตนายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาะสมุย ได้เปิดเผยถึงประโยชน์ ข้อจำกัด และผลกระทบของโครงการนี้ในหลากหลายมิติ ระบุว่า หากโครงการแลนด์บริดจ์ ประสบความสำเร็จตามที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมขนส่งและการเดินทางระหว่างฝั่งทะเลอันดามันและฝั่งอ่าวไทย

ซึ่งจะช่วยย่นระยะเวลาในการเดินทางได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้จะสามารถดึงดูดนักลงทุนและบริษัทต่าง ๆ เข้ามาในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นบริษัทชิปปิ้ง บริษัทขนย้ายสินค้า หรือธุรกิจตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งการเติบโตและการจัดตั้งบริษัทเหล่านี้จะนำไปสู่การเดินทางและการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มคนทำงานและครอบครัวตามมา

นายรัชชพร ชี้ว่าโครงการนี้จะช่วยกระจายรายได้และเป็นประโยชน์อย่างมากต่อ “เมืองรอง” ในภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดชุมพร ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลและเกาะแก่งที่สวยงามมากมาย รวมถึงจังหวัดนครศรีธรรมราช

Advertisement

นอกจากนี้ ปัจจุบันฝั่งอ่าวไทย ตั้งแต่ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ไปจนถึงสงขลา ยังมีข้อจำกัดเรื่องท่าอากาศยานนานาชาติที่รองรับเที่ยวบินตรงระยะไกลจากยุโรปหรือตะวันออกกลาง ซึ่งส่วนใหญ่ศูนย์กลางการบิน (Hub) จะไปกระจุกตัวอยู่ฝั่งอันดามัน เช่น กระบี่ หรือภูเก็ต

“หากโครงการเกิดขึ้น จะช่วยย่นระยะเวลาและปิดจุดอ่อนตรงนี้ ทำให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังฝั่งอันดามันสามารถเดินทางเชื่อมโยงข้ามมายังฝั่งอ่าวไทยได้ง่ายขึ้นอย่างมาก เกิดปัจจัยในการเดินทางและขยายสู่แหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่ทางพื้นที่ภาคใต้ต้องการนำเสนอ” นายรัชชพร กล่าว

อย่างไรก็ตาม นายรัชชพร ได้แสดงความกังวลสูงในด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมและระบบชีวนิเวศวิทยา โดยระบุว่าบริเวณฝั่งอ่าวไทย เช่น ชุมพร และสุราษฎร์ธานี เป็นที่ตั้งของแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลและโลกใต้ทะเลที่สำคัญระดับโลกอย่าง “เกาะเต่า” ซึ่งเป็นแหล่งดำน้ำชื่อดัง การเข้ามาของเรือขนส่งสินค้าจำนวนมากในอนาคต อาจส่งผลกระทบต่อทิศทางกระแสน้ำ รวมถึงมลภาวะทางแสงจากเรือสินค้าที่ต้องส่องสว่างลงในทะเล ซึ่งอาจรบกวนระบบนิเวศใต้ท้องทะเลอย่างมหาศาล

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือ การศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA/EHIA) อย่างถี่ถ้วนและโปร่งใส โดยคณะกรรมการศึกษาจะต้องทำงานอย่างไม่มีอคติหรือเอนเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง และต้องได้รับการศึกษาอย่างถ่องแท้จากผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา เพื่อหาจุดสมดุลที่เหมาะสมที่สุดระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ กับสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศวิทยาทางทะเลที่อาจจะต้องสูญเสียไป