ณพลเดช จ่อดัน เชียงของ–เชียงแสน สู่ Big Hub Center เปิดประตูการค้าไทยสู่จีน เชื่อมรถไฟ R3A แม่น้ำโขง ยกระดับเชียงรายสู่ศูนย์กลางกระจายสินค้า ไทย–เมียนมา–ลาว–จีนตอนใต้
เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ดร.ณพลเดช มณีลังกา สมาชิกวุฒิสภาสำรอง จังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่ศึกษาศักยภาพด้านการค้า การคมนาคม และโลจิสติกส์ในพื้นที่อำเภอเชียงของและอำเภอเชียงแสน พร้อมผลักดันนโยบายยกระดับจังหวัดเชียงรายให้เป็น “Big Hub Center” หรือศูนย์กลางการค้า การลงทุน และการกระจายสินค้าของภาคเหนือ เชื่อมโยงประเทศไทย เมียนมา สปป.ลาว และจีนตอนใต้ ผ่านระบบคมนาคมครบวงจรทั้งทางราง ทางถนน ทางน้ำ และทางอากาศ
ดร.ณพลเดช กล่าวว่า จังหวัดเชียงรายมีความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์มากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย เนื่องจากเป็นประตูการค้าสู่จีนตอนใต้ และเป็นจังหวัดเดียวของภาคเหนือที่สามารถเชื่อมโยงระบบขนส่งได้ครบทั้ง 4 รูปแบบ ได้แก่ รถไฟ ถนน R3A แม่น้ำโขง และสนามบินนานาชาติแม่ฟ้าหลวงเชียงราย
โดยในปี 2571 โครงการรถไฟสายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ มีกำหนดเปิดให้บริการ ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบโลจิสติกส์ไทย ทำให้สินค้าจากภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง และภูมิภาคต่าง ๆ สามารถขนส่งตรงมายังเชียงของ ก่อนเชื่อมต่อไปยังประเทศจีนผ่านเส้นทาง R3A และแม่น้ำโขงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“เมื่อรถไฟมาถึงเชียงของ จะทำให้เชียงรายเป็นจังหวัดแรกของภาคเหนือที่มีการเชื่อมโยงการขนส่งครบทั้งทางราง ทางถนน ทางน้ำ และทางอากาศ สามารถรองรับการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ”ดร.ณพลเดช กล่าว
สำหรับเส้นทาง R3A ซึ่งเชื่อมจากเชียงของ ผ่าน สปป.ลาว ไปยังเมืองบ่อหานและนครคุนหมิง มณฑลยูนนาน ถือเป็นเส้นทางขนส่งทางบกที่สั้นที่สุดระหว่างประเทศไทยกับจีนตอนใต้ ปัจจุบันประเทศไทย สปป.ลาว และจีน ได้ร่วมกันพัฒนาและบำรุงรักษาเส้นทางดังกล่าว เพื่อยกระดับมาตรฐานการขนส่ง รองรับปริมาณการค้าชายแดนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากการขนส่งทางถนนแล้ว จังหวัดเชียงรายยังมี ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน ซึ่งเป็นท่าเรือระหว่างประเทศแห่งเดียวของภาคเหนือตอนบน ภายใต้การกำกับดูแลของการท่าเรือแห่งประเทศไทย มีศักยภาพรองรับเรือสินค้าและตู้คอนเทนเนอร์ มีแอ่งจอดเรือขนาด 200 x 800 เมตร ท่าเทียบเรือ 3 ท่า ลานพักสินค้าขนาด 9,600 ตารางเมตร พร้อมคลังสินค้า ห้องเย็น และเครื่องจักรขนถ่ายสินค้า
ในปีงบประมาณ 2568 ท่าเรือเชียงแสนมีปริมาณสินค้าขาเข้า 41,455 ตัน และสินค้าขาออก 145,648 ตัน สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของท่าเรือในฐานะประตูการค้าของภาคเหนือ
จุดเด่นสำคัญคือ การเชื่อมโยงกับ ท่าเรือกวนเหล่ย (Guanlei Port) เมืองจิ่งหง เขตปกครองตนเองชนชาติไทสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางน้ำและศูนย์กระจายสินค้าของจีนตอนใต้ ทำให้ประเทศไทยสามารถขนส่งสินค้าทางแม่น้ำโขงเข้าสู่จีนได้โดยตรง ไม่ต้องอ้อมไปยังท่าเรือชายฝั่งทะเลหรือผ่านประเทศที่สาม ส่งผลให้ลดต้นทุนการขนส่ง โดยเฉพาะสินค้าปริมาณมาก เช่น ผลไม้ เครื่องจักร วัสดุก่อสร้าง และสินค้าเกษตรแปรรูป
ดร.ณพลเดช กล่าวว่า หากสามารถเชื่อมต่อ รถไฟ–R3A–ท่าเรือเชียงแสน–ท่าเรือกวนเหล่ย–สนามบินเชียงราย เข้าด้วยกัน จะเกิดระบบโลจิสติกส์แบบ Rail–Road–River–Air Logistics เป็นแห่งแรกของประเทศไทย และจะยกระดับเชียงรายให้เป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าของภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ยังเห็นว่าในปัจจุบันสินค้านำเข้าจากจีนจำนวนมากยังใช้เส้นทางผ่านเวียดนาม หรือผ่าน สปป.ลาว ก่อนเข้าสู่ประเทศไทยทางด่านมุกดาหาร นครพนม และบึงกาฬ ซึ่งมีระยะทางไกลกว่า ต้องเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งหลายครั้ง และมีต้นทุนด้านเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง และระยะเวลาสูงกว่า
หากพัฒนาเชียงรายเป็นประตูการค้าหลักของประเทศ สินค้าจากจีนจะสามารถเข้าสู่ประเทศไทยผ่านเชียงของและเชียงแสน ก่อนกระจายต่อไปยังกรุงเทพมหานคร ภาคกลาง และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ผ่านระบบรถไฟและทางหลวงสายหลัก ซึ่งมีศักยภาพช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้ประมาณ 15–30% และลดระยะเวลาการขนส่งได้ประมาณ 1–3 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและรูปแบบการขนส่ง
การพัฒนาดังกล่าวจะส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะ ทุเรียน มังคุด ลำไย ลิ้นจี่ มะม่วง และผลไม้สด ที่ต้องการระบบขนส่งที่รวดเร็วและมีห้องเย็นรองรับ ช่วยรักษาคุณภาพสินค้า ลดความสูญเสีย และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทย
ดร.ณพลเดช กล่าวว่า ขอเสนอให้รัฐบาลผลักดัน อำเภอเชียงของ เป็น Northern Logistics Hub จัดตั้งศูนย์กระจายสินค้า คลังห้องเย็น ลานตู้คอนเทนเนอร์ และผลักดันให้องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) จัดตั้งตลาดกลางสินค้าเกษตรแห่งใหม่ เพื่อรวบรวม คัดคุณภาพ และกระจายสินค้าเกษตรไทยสู่ประเทศจีนโดยตรง พร้อมทั้งจัดตั้ง เขตปลอดอากร (Free Zone) แห่งแรกของภาคเหนือตอนบน เพื่อดึงดูดการลงทุนด้านโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมแปรรูป และศูนย์กระจายสินค้าระหว่างประเทศ
พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้บูรณาการการพัฒนาเข้าสู่ Northern Economic Corridor (NEC) เพื่อรองรับการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม ศูนย์โลจิสติกส์ คลังสินค้า ห้องเย็น ศูนย์อีคอมเมิร์ซ และอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคเหนือตอนบนและเชื่อมโยงสู่ภาคเหนือตอนล่างในอนาคต
ดร.ณพลเดช ระบุว่า แม้ท่าเรือเชียงแสนจะมีศักยภาพสูง แต่ยังขาดเครื่องมือสำคัญในการรองรับการเติบโตของการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ เครื่องเอกซเรย์ตรวจตู้คอนเทนเนอร์ (Container X-ray Scanner) ซึ่งปัจจุบันศุลกากรเชียงแสนยังไม่มี ทำให้การตรวจปล่อยสินค้าต้องใช้วิธีเปิดตู้ตรวจด้วยแรงงานคน ส่งผลให้ใช้เวลานาน เพิ่มต้นทุนแก่ผู้ประกอบการ และลดประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์
จึงขอให้รัฐบาลเร่งจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาท่าเรือเชียงแสนอย่างครบวงจร ทั้งการจัดหา ปั้นจั่นยกตู้คอนเทนเนอร์ (Container Crane) เครื่องเอกซเรย์ตรวจตู้สินค้า เครื่องจักรขนถ่ายสมัยใหม่ การขยายลานพักสินค้า ระบบห้องเย็น และการเชื่อมโยงกับระบบรถไฟ เพื่อยกระดับท่าเรือเชียงแสนให้เป็นท่าเรือพาณิชย์มาตรฐานสากล รองรับการเติบโตของการค้าชายแดนในอนาคต
“การลงทุนในเชียงรายไม่ใช่เพียงการพัฒนาพื้นที่ชายแดน แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างประตูเศรษฐกิจแห่งใหม่ของประเทศไทย หากรัฐบาลเร่งสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจัง เชียงรายจะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าของไทย เชื่อมโยง จีนตอนใต้ เมียนมา สปป.ลาว และอาเซียน ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สร้างรายได้ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน” ดร.ณพลเดช กล่าว

