ตะลึงช้างทับลาน84ตัวออกจากป่าพยายามกินพืชผลชาวบ้าน หน.อช.นำกำลังสกัดทัน คาดเอลนีโญทำแล้งขาดน้ำ-อาหาร
นครราชสีมา-วันที่ 2 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นครราชสีมา นายประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน ลงพื้นที่ร่วมวางแผนร่วมกับเจ้าหน้าที่และเครือข่ายแนวร่วม ที่จุดประจำการเครือข่ายเฝ้าระวังช้างและสัตว์ป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์บ้านตลิ่งชัน ต.จระเข้หิน และ บ้านมาบพิมาน ต.ครบุรีใต้ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา เพื่อเตรียมการสกัดกั้นช้างป่า ไม่ให้ออกจากเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน แล้วไปทำลายผลผลิตทางการเกษตรของชาวบ้าน

หลังจากที่เมื่อช่วงกลางดึกคืนวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา มีฝูงช้างป่ากว่า 80 ตัว ยกฝูงออกจากป่าอุทยานฯ และพยายามจะเข้าไปหากินผลผลิตทางเกษตรของชาวบ้านบริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ของบ้านตลิ่งชัน ต.จระเข้หิน อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง จึงสามารถนำช้างให้กลับเข้าสู่ป่าได้ในที่สุด
ซึ่งตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา (1 กรกฎาคม 2569) ทางเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทับลาน พร้อมเครือข่ายเฝ้าระวังและผลักดันช้างป่า ฯ ทั้งในส่วนของ ต.จระเข้หิน และ ต.ครบุรีใต้ อ.ครบุรี รวมถึง ต.อุดมทรัพย์ อ.วังน้ำเขียว ได้จัดกำลังออกลาดตระเวน พร้อมนำโดรนจับภาพความร้อน 2 ลำ ขึ้นบินตรวจการณ์ แต่ก็ไม่พบช้างโขลงใหญ่ พบเพียงแค่ช้างประจำถิ่น 2 ตัว ที่หากินอยู่ริมแนวชายป่า

ประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ
โดยนายประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน กล่าวว่า เป็นเรื่องที่แปลกใหม่ เนื่องจากช้างป่าฝูงใหญ่เกือบร้อยตัวนี้ พากันออกมาหากินนอกเขตป่าไวกว่าปกติ ซึ่งจากการวิเคราะห์ ก็เชื่อได้ว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ยิ่งในปีนี้กำลังเข้าสู่ช่วงภาวะเอลนีโญ และจะกลายเป็นซุปเปอร์เอลนีโญ่ในระยะต่อๆ ไป ส่งผลต่อแหล่งน้ำภายในป่า ซึ่งตอนนี้ได้รับข้อมูลตรงกันว่า

ปีนี้แหล่งน้ำภายในป่านั้นขาดแคลน แม้จะมีฝนตกลงมาบ้าง แต่ตามลำห้วยลำธารต่างไม่มีน้ำกักเก็บอยู่เลย ขณะเดียวกันพืชอาหารของช้างป่า ก็มีการเปลี่ยนแปลงจากสภาพอากาศ พืชบางชนิดที่เป็นอาหารสัตว์เริ่มหายไป ในขณะที่พืชอื่นซึ่งขึ้นมาทดแทน ก็ไม่ใช่พืชอาหารที่ช้างกินได้ ซึ่งในจุดนี้ต้องเข้าไปทำการศึกษาอย่างจริงจังแล้วว่า เราจำเป็นที่จะต้องเข้าไปช่วยธรรมชาติในการปรับปรุงพัฒนาแหล่งอาหารอย่างไรได้บ้าง จึงจะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ในวงกว้าง

และปัจจุบัน ปัญหาสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ได้ส่งผลทำให้ช้างป่าออกจากป่า เข้าไปในพื้นที่ของชาวบ้านมากขึ้นและเร็วกว่าปกติ ซึ่งจากข้อมูลที่ผ่านมา ช่วงนี้เมื่อปีก่อนจะมีช้างในพื้นที่ประมาณ 30-40 ตัว ออกมาสำรวจหาอาหาร และเมื่อเกษตรกรยังไม่มีการเพาะปลูกพืชที่ช้างชื่นชอบ อย่างเช่น อ้อยและข้าวโพด ช้างก็จะกลับเข้าป่าไป แต่ปีนี้กลับเจอมากถึงกว่า 80 ตัว และเชื่อว่า ยังคงวนเวียนอยู่แนวชายป่า ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ฯ รวมถึง เครือข่ายต่างๆ และชาวบ้าน ยังคงต้องเฝ้าระวังกันอยู่
นายประวัติศาสตร์ฯ กล่าวอีกว่า แม้ว่าตอนนี้ทางอุทยานแห่งชาติทับลาน พอจะทราบปัญหาเรื่องสภาพป่าที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งทำให้น้ำและพืชอาหารสัตว์ในป่าลดลงอย่างมากแล้ว โดยเฉพาะสภาพป่าไผ่นับแสนไร่ภายในใจกลางป่าชั้นในที่ยุบตัวตายลง แต่เรื่องนี้ยังต้องใช้หลักทางวิชาการ โดยต้องมีการตรวจสอบศึกษาให้ชัดเจน และต้องมีหลักฐานทางวิชาการรองรับก่อน จึงจะสามารถเข้าไปดำเนินการอย่างถูกต้อง

“ต้องไม่ลืมว่า ใจกลางป่าทับลาน เป็นแหล่งอยู่อาศัยของเสือโคร่ง อีกทั้งยังเป็นพื้นที่มรดกโลก ดังนั้น การจะเข้าไปทำอะไร จะต้องมีหลักการทางวิชาการรองรับ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ในตอนนี้เราจึงต้องเร่งดำเนินการศึกษาและหาหลักฐานทางวิชาการมารองรับ เพื่อจะได้เข้าไปทำการแก้ไขปัญหานี้โดยเร็วที่สุด”นายประวัติศาสตร์ กล่าว



