หน้าแรก ภูมิภาค เพจเชียงราย ข...

เพจเชียงราย ขอโทษแล้ว ปมโพสต์พาดพิงคนพะเยา นักวิชาการ สะท้อนผลกระทบ ใช้ชื่อจังหวัดเป็นชื่อเพจ

6.07.26 | 19:16 น.

เพจเชียงราย ขอโทษแล้ว ปมโพสต์พาดพิงคนพะเยา นักวิชาการ ชี้ผลกระทบ ใช้ชื่อจังหวัดเป็นชื่อเพจ

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ที่ศาลากลาง จ.เชียงราย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน จ.เชียงราย ได้จัดประชุมเพื่อแก้ไขปัญหากรณีเพจเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อ “เชียงราย” นำเสนอหรือโพสต์ข้อความพาดพิงไปถึงแอร์โฮสเตสชาว จ.พะเยา ที่ถูกจับที่ประเทศออสเตรเลียหลังนำกระเป๋าซุกซ่อนยาเสพติดประเภทเฮโรอีน โดยการโพสต์เป็นลักษณะกระแนะกระแหนไปถึงชาวพะเยาและเมื่อมีการแสดงความเห็นต่อว่าก็มีการใช้ถ้อยคำที่ไม่สุภาพ และส่อว่าจะด้อยค่าคนโดยเฉพาะผู้หญิงชาวพะเยาอยู่หลายครั้ง

กระทั่งเครือข่ายสื่อมวลชนและภาคประชาชน จ.พะเยา ได้มีหนังสืเปิดผนึกถึงผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย และ จ.พะเยา ให้แก้ไขปัญหา

โดยมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่พยายามติดต่อกับคนดูแลหรือแอดมินเพจเฟซบุ๊ก “เชียงราย” เพื่อขอให้มีการชี้แจงเกี่ยวกับการโพสต์ข้อความในลักษณะดังกล่าวหลายครั้ง จนทำให้เกิดเรื่องราวบานปลายข้ามจังหวัด โดยมีผู้เข้าไปแสดงความเห็นเชิงต่อมาติดต่อกันหลายวันแต่ก็ไม่มีการออกมาแสดงความรับผิดชอบโดยมีเพียงการปิดเพจเฟซบุ๊กหายไปช่วงสั้น ๆ ในบางวันเท่านั้น กระทั่งช่วงบ่ายวันที่ 6 ก.ค.นี้ แอดมินเพจเฟซบุ๊ก “เชียงราย” ได้ยอมระบุข้อความขอโทษโดยเขียนข้อความว่า

“จากกรณีที่เพจเชียงรายได้เผยแพร่ข้อความซึ่งอาจก่อให้เกิดความไม่สบายใจและกระทบต่อความรู้สึกของพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดพะเยาและจังหวัดเชียงราย ทางเพจขออภัยเป็นอย่างสูงต่อทุกท่านที่ได้รับผลกระทบ ทางเพจน้อมรับทุกความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ พร้อมจะเพิ่มความรอบคอบในการตรวจสอบเนื้อหาก่อนเผยแพร่ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้อีก

Advertisement

ทั้งนี้ เพจเชียงรายเป็นเพจที่จัดทำขึ้นโดยบุคคลทั่วไป มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเป็นช่องทางสื่อสารของหน่วยงานราชการหรือองค์กรของรัฐแต่อย่างใด ขออภัยมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณอย่างสูง”

ซึ่งหลังจากโพต์ข้อความดังกล่าวได้มีผู้เข้าไปแสดงความเห็นต่างๆ นานา หลายคนแนะนำให้เปลี่ยนชื่อเพจไปเสีย บางคนให้อภัยเมื่อรู้ว่าผิดก็ออกมาขอโทษแล้ว บางคนบอกให้รับผิดทางกฎหมายก่อนด้วย หลายคนตำหนิเรื่องการใช้คำที่หยาบคาบและใช้อารมณ์ส่วนตัวมากเกินไปแต่ก็ขอบคุณที่ออกมายอมรับผิด บางคนแนะนำให้เติมคำท้ายชื่อเพจเดิม ฯลฯ อย่างไรก็ตามหลังมีการแสดงความเห็นไปได้พักใหญ่แอดมินเพจเดียวกันได้นำเสนอข้อความใหม่ว่า “คนล้มก็อย่าไปซ้ำเขา ให้นึกถึงตอนตัวเองล้มบ้าง #ฝากไว้ให้คิด” แต่เมื่อมีเข้าไปแสดงความเห็นตำหนิเป็นจำนวนมากก็มีการเปิดโพสต์นี้ไปแล้ว

นักวิชาการนิเทศฯ ชี้ใช้ชื่อ ‘เชียงราย’ เป็นชื่อเพจ สังคมย่อมเข้าใจว่าเป็นตัวแทนจังหวัด เสนอเชิญผู้ดูแลเพจหารือ เตือนผู้ใช้สื่อต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบสาธารณะ

ด้าน รศ.ดร.เสริมศิริ นิลดำ อาจารย์สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เปิดเผยว่ากรณีดังกล่าวถือเป็นเพจซึ่งไม่ได้หมายความว่าเป็นสื่อทางการของจังหวัด แต่ในทางการรับรู้ของประชาชนอาจเข้าใจไปโดยอัตโนมัติว่าเป็นตัวแทนหรือสะท้อนความคิดเห็นของ จ.เชียงราย

กระนั้นเพจลักษณะนี้ก็ถือว่าไม่เข้าข่ายเป็นสื่อมวลชนวิชาชีพ เพราะไม่ได้มีกระบวนการผลิตข่าวตามมาตรฐานวิชาชีพ เช่น ค้นคว้า ตรวจสอบข้อมูล สัมภาษณ์แหล่งข่าว ฯลฯ มีการใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสม กรณีนี้ยังถือเป็นบทเรียนสำคัญของสังคมไทยว่าการมีเสรีภาพในการสื่อสารควรควบคู่ไปกับความรับผิดชอบ เพราะเมื่อมีผู้ติดตามเป็นจำนวนมากผลกระทบก็ย่อมขยายวงกว้างตามไปด้วย สุดท้ายของเตือนให้ผู้ผลิตเนื้อหาในสื่อได้ลดการสร้างความเกลียดชัง

รศ.ดร.เสริมศิริ จึงมองว่ากรณีดังกล่าวเป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนทั้งการรู้เท่าทันสื่อ ความรับผิดชอบของผู้ใช้สื่อ และผลกระทบของการสื่อสารในยุคดิจิทัล

ด้วยแม้การใช้ชื่อ เชียงราย เป็นชื่อเพจจะไม่ได้หมายความว่าเป็นสื่อทางการของจังหวัด แต่ในทางการรับรู้ของประชาชน คนส่วนใหญ่ย่อมเข้าใจโดยอัตโนมัติว่าเพจดังกล่าวเป็นตัวแทนหรือสะท้อนความคิดเห็นของจังหวัดเชียงราย ดังนั้น ชื่อเพจจึงส่งผลต่อภาพจำและภาพลักษณ์ของจังหวัดโดยตรง ขณะเดียวกันสังคมก็ควรเรียนรู้ที่จะไม่ตัดสินคุณภาพของเนื้อหาจากชื่อเพจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือของข้อมูลและความรับผิดชอบของผู้ผลิตเนื้อหาด้วย

ในประเด็นการเผยแพร่เนื้อหาที่มีการด้อยค่าบุคคลหรือเหมารวมคนในพื้นที่ อาจารย์อธิบายว่า การใช้ถ้อยคำที่ทำให้เกิดภาพจำด้านลบต่อคนพะเยาหรือกลุ่มบุคคลใดก็ตาม อาจเข้าข่ายการสร้าง วาทกรรมแห่งความเกลียดชัง ซึ่งแม้จะไม่ใช่ทุกกรณีที่ผิดกฎหมาย แต่ย่อมส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้คน สร้างความแตกแยก และบั่นทอนความสัมพันธ์ในสังคม

รศ.ดร.เสริมศิริ ยังย้ำว่า เพจลักษณะดังกล่าวอาจไม่เข้าข่าย สื่อมวลชนวิชาชีพ เพราะไม่ได้มีกระบวนการผลิตข่าวตามมาตรฐานวิชาชีพ เช่น การค้นคว้า การตรวจสอบข้อมูล หรือการสัมภาษณ์แหล่งข่าว แต่เมื่อเปิดเป็นพื้นที่สาธารณะและมีผู้ติดตามจำนวนมาก ก็ย่อมมีความรับผิดชอบต่อสังคมเช่นเดียวกับผู้สื่อสารสาธารณะทั่วไป โดยเฉพาะการใช้ภาษา การหลีกเลี่ยงการสร้างความเกลียดชัง การนำเสนอข้อมูลที่ตรวจสอบได้ และการไม่เผยแพร่เนื้อหาที่สร้างความเสียหายแก่บุคคลหรือกลุ่มคน

สำหรับกรณีที่เครือข่ายสื่อและภาคประชาชนจังหวัดพะเยาออกจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้จังหวัดเข้ามาดำเนินการ รศ.ดร.เสริมศิริ ฯ เห็นว่าเป็นสิทธิของประชาชนในการแสดงจุดยืนต่อเนื้อหาที่เห็นว่าไม่เหมาะสม และเสนอว่าหน่วยงานของจังหวัดสามารถเชิญผู้ดูแลเพจมาหารือ ขอความร่วมมือ หรือกำหนดแนวปฏิบัติในการใช้ชื่อจังหวัดเป็นชื่อสื่อหรือบัญชีสาธารณะ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของจังหวัดในอนาคต โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากมาตรการบังคับทางกฎหมาย

ส่วนมาตรการทางกฎหมายนั้น รศ.ดร.เสริมศิริ ฯ มองว่า จำเป็นต้องพิจารณาเป็นรายกรณี หากมีผู้เสียหายจากการละเมิดลิขสิทธิ์ การใช้ภาพโดยไม่ได้รับอนุญาต การหมิ่นประมาท หรือการกระทำที่เข้าองค์ประกอบความผิด ก็เป็นหน้าที่ของผู้เสียหายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรวบรวมข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมาย โดยต้องพิจารณาจากเนื้อหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นสำคัญ

“กรณีนี้เป็นบทเรียนสำคัญของสังคมไทยว่า เสรีภาพในการสื่อสารต้องเดินควบคู่กับความรับผิดชอบ เพราะเมื่อผู้ใช้สื่อมีผู้ติดตามจำนวนมาก ผลกระทบจากการสื่อสารย่อมขยายวงกว้างตามไปด้วย ผู้ผลิตเนื้อหา สื่อ และประชาชน จึงควรร่วมกันยกระดับมาตรฐานการสื่อสารบนสังคมออนไลน์ให้เคารพศักดิ์ศรีของบุคคล ลดการสร้างความเกลียดชัง และรักษาความน่าเชื่อถือของพื้นที่สาธารณะร่วมกัน ” รศ.ดร.เสริมศิริ ฯ กล่าวทิ้งท้าย