ปิดฉากคดีมหากาพย์ วัดร่มโพธิธรรม จ.เลย จนท.ยึดคืนกุฏิ บ้านหรู พร้อมตัดไฟฟ้า สิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ 754 ไร่
จากกรณีนายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ พร้อมนายกิตติคุณ บุตรคุณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นายกฤศกร สนิทศักดิ์ดี ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่กรมบังคับคดี นำเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานกว่า 200 คน สนธิกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบ เพื่อติดประกาศบังคับคดี ผลักดันจำเลย คนงาน ตัวแทนผู้รับจ้าง และบริวารให้ออกจากพื้นที่ตามคำพิพากษาของศาลฎีกา ณ วัดร่มโพธิธรรม อ.หนองหิน จ.เลย ที่ได้บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าภูค้อและป่าภูกระแต รวมเนื้อที่กว่า 754 ไร่ ตามคดีหมายเลขแดงที่ 1388/2560 ซึ่งมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว โดยคดียืดเยื้อมากว่า 9 ปี
เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศพื้นที่ก่อสร้างบ้าน กุฏิเรือนหรู ภายในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าภูค้อและป่าภูกระแต รวมเนื้อที่กว่า 754 ไร่ ทั้งพระ เณร แม่ชี และฆราวาส ซึ่งมีทั้งชาวไทยและคนต่างชาติได้ออกจากพื้นที่ พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ได้ตัดไฟไปแล้ว สำหรับพระ เณร แม่ชี และฆราวาสได้อพยพไปอยู่ในพื้นที่บริเวณวัดที่มีโฉนด 45 ไร่ โดยกางเต็นท์ตามจุดต่างๆ ที่วัดจัดเป็นโซนๆ ให้

เจ้าหน้าที่วัดรายหนึ่งเปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค. เจ้าหน้าที่ขีดเส้นไว้ให้อพยพออกจากพื้นที่ วัดก็ได้ปฏิบัติตาม ขนข้าวของออกมาจากพื้นที่ทั้งหมด และให้ทุกคนล็อกกุญแจกุฏิให้เรียบร้อย แล้วออกมาพัก และทำกิจวัตรร่วมกันตามที่จัดไว้ ซึ่งทางวัดได้จัดพื้นที่รับรองไว้ด้านหน้าทางเข้าของวัด โดยแบ่งเป็น 3 โซน โซนที่ 1 จัดไว้สำหรับพระภิกษุสงฆ์ สามเณร กางเต็นท์พักบนศาลาใหญ่หน้าวัด ส่วนโซนที่ 2 สำหรับแม่ชี และอุบาสิกา กางเต็นท์พักตึกจีนหลังวัด ในป่าสวนยาง และโซนที่ 3 จัดไว้ให้พระชาวเวียดนามและพระต่างชาติอื่นๆ กางเต็นท์ ที่จุดเรือนรับรองชาวเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันพระ อุบาสก อุบาสิกาที่เป็นชาวต่างชาติเริ่มทยอยกลับประเทศแล้ว เนื่องจาก ตม.ไม่ต่อวีซ่าให้
ด้านเจ้าหน้าที่ยังอยู่ในพื้นที่เพื่อการบังคับใช้กฎหมาย กรมป่าไม้จะตั้งกองอำนวยการ/กองบัญชาการ เพื่อควบคุมพื้นที่ พร้อมบังคับใช้กฎหมายด้านสาธารณูปโภค โดยให้การไฟฟ้าเข้าไปตัดไฟ พร้อมแจ้งความดำเนินคดีกรณีขุดบ่อบาดาลเถื่อน พร้อมยึดอุปกรณ์ ส่วนจะดำเนินการต่อไป ตามคำพิพากษาศาลฎีกาสั่งให้จำเลยและบริวารออกจากพื้นที่พิพาท 754 ไร่ โดยยังไม่มีคำสั่งให้วัดรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเจ้าหน้าที่ทำได้ 2 ทาง คือเจ้าของรื้อถอนเอง หรือหากไม่ยอมรื้อถอน กรมป่าไม้จะใช้อำนาจตาม ม.25 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ เข้าดำเนินการรื้อถอนเอง โดยที่เจ้าของหรือผู้สร้างสิ่งปลูกสร้างต้องเป็นคนออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด




