หน้าแรก ภูมิภาค ขาย 300 ล้าน!...

ขาย 300 ล้าน! พระสมเด็จฯทองคำ มรดกสมัย ร.5 สร้างแค่ 8 องค์ เศรษฐีญี่ปุ่นซื้อไปแล้วองค์ละ 3 พันล.

10.07.26 | 22:48 น.

อดีตนายพลตำรวจมือปราบคนดัง ประกาศขายพระสมเด็จฯเนื้อทองคำ จัดสร้างแค่ 8 องค์ สมัยรัชกาลที่ 5 ในราคาแค่ 300 ล้านบาท เผย มหาเศรษฐีญี่ปุ่นซื้อไปแล้วองค์ละ 3,000 ล้าน อยากให้อยู่ในประเทศไทย

วันที่ 10 ก.ค.2569 ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก พล.ต.ต.สมศักดิ์ชัย อมรส่งเจริญ อดีตนายพลตำรวจกองบัญชาการตำรวจสันติบาล ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเป็น ผกก.สภ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี ได้เปิดคฤหาสน์ในหมู่บ้านหรูย่านบางบัวทอง ต.บางรักใหญ่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า หลังเกษียณอายุราชการตำรวจมานานหลายปี ได้ตัดสินใจว่าจะนำพระสมเด็จเนื้อทองคำแท้ ซึ่งเป็นพระที่เป็นมรดกตกทอดกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และมีประวัติที่มาที่ไปซึ่งสามารถสืบเสาะได้

โดยต้องการขายต่อให้กับผู้ที่สนใจและมีกำลังที่จะครอบครองพระสมเด็จเนื้อทองคำ ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์โต ได้ปลุกเสกให้ไว้ในวาระพิเศษที่กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ได้จัดสร้างพระสมเด็จเนื้อทองคำล้วนจำนวน 8 องค์เพื่อถวายรัชกาลที่ 5 และเชื้อพระวงศ์ จนกลายเป็นที่มาว่ารุ่นจักรพรรดิ ในราคา 300 ล้านบาท เนื่องจากปัจจุบันผมมีอายุมากขึ้นทุกวัน ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร โรคภัยไข้เจ็บจะมาตอนไหน ประกอบกับทางลูกหลานซึ่งเป็นคนสมัยใหม่ก็ไม่สนใจเรื่องพระเครื่อง

ทำให้เกรงว่าพระองค์นี้ซึ่งเป็นมรดกชิ้นสำคัญทางประวัติศาสตร์จะสูญหายไปหากไปอยู่กับคนที่ไม่รู้จักคุณค่า หรือไปอยู่ในที่ไม่สมควร จึงตัดสินใจประกาศขายพระสมเด็จที่หาได้ยากที่สุดในประวัติศาสตร์ของไทย เพื่อนำเงินที่ได้มาจัดการแบ่งเป็นทรัพย์สินให้กับลูกหลานต่อไปในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่เพื่อให้สามารถตายตาหลับได้โดยไม่ต้องกังวลอะไร

Advertisement

พล.ต.ต.สมศักดิ์ชัย กล่าวต่อว่า เนื่องจากพระสมเด็จรุ่นนี้ถูกจัดสร้างในวาระพิเศษเพียงแค่ 8 องค์เท่านั้น จึงแทบไม่มีการหมุนเวียนออกมาในวงการพระเครื่องเหมือนกับพระสมเด็จทั่วๆไป ทำให้ผู้คนแทบไม่เคยรู้ประวัติเรื่องราวการจัดสร้างมาก่อน โดยตนทราบมาว่า มีมหาเศรษฐีชาวญี่ปุ่นได้ติดต่อขอซื้อพระสมเด็จเนื้อทองคำนี้ในราคาองค์ 3,000 ล้านบาท ไปอยู่ในความครอบครองแล้ว 3 องค์ อีก 1 องค์อยู่กับตน ที่เหลืออีก 4 องค์ไม่เป็นที่ยืนยันแน่ชัดว่าอยู่ในความครอบครองของผู้ใด

ส่วนสาเหตุที่ตั้งราคาขายไว้เพียง 300 ล้านบาท ไม่สูงเท่ากับราคาที่เคยมีคนเคยขายให้มหาเศรษฐีชาวญี่ปุ่นไปในราคา 3,000 ล้านบาทนั้น เป็นเพราะต้องการให้ผู้ที่มีบุญที่จะได้ครอบครองพระสมเด็จเนื้อทองคำองค์นี้ได้ย้ายเปลี่ยนมือไปอยู่กับผู้มีบารมีที่จะได้ครอบครองจริงๆ หากไปตั้งราคาขายเท่ากับที่มีคนเคยขายให้มหาเศรษฐีชาวญี่ปุ่นไปแล้วมหาเศรษฐีชาวไทยคนไหนจะได้ครอบครอง ราคา 300 ล้านบาทจึงเป็นราคาที่เหมาะสม สมเหตุสมผลแล้ว และก็ไม่ต้องการให้พระสมเด็จที่เป็นประวัติศาสตร์ออกไปอยู่นอกประเทศกันทั้งหมด

พล.ต.ต.สมศักดิ์ชัย กล่าวอีกว่า พระสมเด็จทองคำองค์นี้ผ่านการตรวจสอบต่าง ๆ มาแล้วทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการตรวจทางวิทยาศาสตร์ ตำหนิ พิมพ์ทรงหรือการตรวจสอบเนื้อทองคำยุคเก่าก็ทำการตรวจสอบมาหมดแล้ว ไม่เว้นแม้แต่การทดลองนำไปจำนำที่โรงรับจำนำเพื่อให้ทางโรงรับจำนำไปลองเช็กเปอร์เซ็นต์ดู ตนก็ได้ทำการพิสูจน์มาทั้งหมดแล้ว รวมไปถึงการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญพระเครื่องก็ยืนยันและออกบัตรรับรองให้ด้วยเช่นกัน ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้ครอบครองพระองค์ที่เป็นประวัติศาสตร์และถือเป็นพระที่แพงที่สุดในวงการพระเครื่องตอนนี้

สำหรับประวัติความเป็นมาของพระสมเด็จทองคำองค์นี้ ผมได้รับมาจากคุณพ่อบุญธรรมของตน ประมาณปี 2554 ซึ่งในตอนนั้นดำรงตำแหน่ง ผกก.สภ.เมืองนนทบุรี พอดี ตอนที่ได้มาก็ไม่มั่นใจว่าเป็นทองคำจริงๆหรือไม่ เพราะก็ดูไม่เป็นจึงได้นำเก็บใส่ตู้เซฟเอาไว้กระทั่งหลังจากเกษียณทำให้มีเวลาว่างนำพระเครื่องต่างๆที่สะสมมา นำศึกษาดูจึงพบว่าพระสมเด็จองค์ทองคำที่มีอยู่ในตู้เซฟมานานหลายสิบเป็น สมเด็จเนื้อทองคำแท้ ที่จัดสร้างในวาระพิเศษสมัยรัชกาลที่ 5 และมีจำนวนการจัดสร้างไว้เพียง 8 องค์เท่านั้น

โดยมีการสันนิษฐานว่า องค์สมเด็จเนื้อทองคำเหล่านี้เป็นองค์ต้นแบบในวาระที่ 1 และวาระที่ 2 ก่อนสมเด็จโตจะได้นำแม่พิมพ์ไปจัดสร้างเป็นสมเด็จวัดระฆังด้วยเนื้อปูนผสมผงเป็นวาระที่ 3 ในเวลาต่อมา สำหรับผู้ที่สนใจต้องการจะครอบครองพระสมเด็จเนื้อทองคำ 1 ใน 8 องค์นี้ สามารถนัดหมายติดต่อเข้ามาได้ทุกเมื่อ คนมีบุญมีวาสนาก็จะได้ครอบครองต่อไป ส่วนผมเองก็จะได้นอนตายตาหลับ ไม่ต้องมาห่วงมากังวลว่าพระองค์ที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์จะไม่สูญหายไป ไปอยู่ในความครอบครองของผู้ไม่รู้คุณค่าที่แท้จริง