หน้าแรก ภูมิภาค สาธารณสุขชี้ผ...

สาธารณสุขชี้ผู้ป่วยถูกสุนัขกัดในห้องเอกซเรย์ เรียกค่าเสียหาย 1 ล้านมากเกินจริง วอนหาทางออกร่วมกัน

13.06.17 | 10:09 น.

สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 7 ตรวจสอบหาข้อสรุป โรงพยาบาลเสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด กรณี ผู้ป่วยถูกสุนัขกัดในห้องเอกซเรย์ เรียกค่าเสียหาย 1 ล้านบาท ซึ่งมากจนเกินจริง หมดความสามารถของโรงพยาบาลจะจ่ายได้ เชื่อมั่นว่าในที่สุดจะหาทางออกที่ดีได้ ส่วนสุนัขที่กักไว้เพื่อรออาการ ก็เชื่อว่าไม่ติดเชื้อสุนัขบ้า แต่ที่กัดอาจจะเพราะตกใจ กำชับจะไม่ให้มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีก

ข่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2560 โลกออนไลน์กล่าวถึงชายคนหนึ่งที่ระบุว่า นางอำพาศรี มูลชารี อายุ 54 ปี แม่ของตน ซึ่งมีอาการเจ็บหัวไหล่ด้านขวาได้เดินทางไปรับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลเสลภูมิ แล้วถูกสุนัขกัดในห้องเอกซเรย์ของ รพ.เสลภูมิ และมีการเรียกร้องค่าเสียหาย 1 ล้านบาท แต่ทาง รพ.จะรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น กรณีที่ผู้ป่วยถูกสุนัขพันธุ์ไทยที่นอนอยู่ปลายเตียงงับเข้าที่ขาซ้าย โดยหลังจากเกิดเหตุ นายแพทย์ อุปทิน รุ่งอุทัยศิริ ผอ.รพ.เสลภูมิ ได้พูดคุยกับผู้เสียหายและยินดีควักเงินส่วนตัวเยียวยาให้ 20,000 บาท เพื่อแสดงความรับผิดชอบเหตุที่เกิดขึ้น แต่ปรากฏว่าฝ่ายผู้เสียหายไม่พอใจ และมีการเรียกร้องค่าเสียหายจากโรงพยาบาลเสลภูมิเป็นเงิน 1 ล้านบาท แต่ตกลงกันไม่ได้ ทั้งนี้เรื่องจากทาง รพ.เห็นว่าเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายมากเกินเหตุ ซึ่งต่อมาญาติผู้เสียหายได้แจ้งความที่ สภ.เสลภูมิ เพื่อดำเนินคดีและเรียกร้องค่าเสียหายตามต้องการ

และในวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา ตั้งแต่เวลา 16.00-18.00 น. ดร.นพ.อิทธิพล สูงแข็ง สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 7 พร้อมด้วย นพ.ปิติ ทั้งไพศาล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด นำคณะไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ สอบสวนและรับฟังข้อเท็จจริง ที่เกิดขึ้น ที่ห้องประชุมชั้น 2 ของโรงพยาบาลเสลภูมิ โดยมี พ.ญ.ประภัสสร แจ่มนภา ผู้ช่วย ผอ.ร.พ.เสลภูมิ และนางลัดดา ระกิติ พยาบาลวิชาชีพ หัวหน้างานห้องผ่าตัดและศูนย์สันติวิธี ชี้แจงว่า หลังเหตุดังกล่าวทาง รพ.มีการตรวจรักษาบาดแผล รอยช้ำ รอยถลอก และมีเลือดซึมเล็กน้อย ไม่ใช่แผลรอยกัด ได้รักษาฉีดยาป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและบาดทะยักตามขั้นตอนให้กับผู้เสียหายเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่สุนัขเป็นสุนัขจรจัดไม่มีเจ้าของ ก็ได้มีการจับขังไว้เพื่อรอดูอาการว่ามีการติดเชื้อสุนัขบ้าหรือไม่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจได้จับสุนัขตัวดังกล่าวขังไว้เพื่อดูอาการภายใน 14 วัน ซึ่งจากที่เฝ้าสังเกตพบว่าสุนัขดังกล่าวยังไม่มีการแสดงอาการว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้าแต่อย่างใด

หลังจากการรับฟังข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว ดร.นพ.อิทธิพล สูงแข็ง สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 7 กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น สุนัขดังกล่าวที่ถูกกักไว้ดูอาการพิษสุนัขบ้าเป็นเพียงสุนัขจรที่เข้าไปหลบในโรงพยาบาล ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ไม่ทันระวัง และไม่ดุ แต่คงจะตกใจเลยงับคนป่วยเข้า ซึ่งก็พร้อมที่จะรับผิดชอบ ให้ความช่วยเหลือทุกด้าน รวมทั้งค่าเสียหายตามสมควร
สั่งการให้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการให้ความช่วยเหลือเยียวยาคนไข้ที่ถูกสุนัขกัด และดูแลรักษาอาการ จนกว่าจะหายเป็นปกติ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และกำชับไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก.

ส่วนการเรียกร้องค่าเสียหายจะใช้กระบวนการทางสันติวิธี ระหว่างผู้เสียหายกับโรงพยาบาล ด้วยการพบกันในจุดร่วมกันแก้ปัญหาระหว่างครึ่งทาง เนื่องจากคนป่วยก็ไม่มีพิษสุนัขบ้า โดยจะเจรจากันอีกครั้ง โดยตั้งกรรมการไกล่เกลี่ยกันเพื่อหาทางออกร่วมกัน

Advertisement

ส่วนสุนัขจรจัดก็กักขังไว้ 14 วัน ซึ่งพบว่ายังไม่มีอาการ เชื่อว่าไม่มีเชื้อสุนัขบ้า และหลังจากครบ 14 วันแล้ว ก็จะมอบให้ทางเทศบาลหรือที่เกี่ยวข้องรับสุนัขไปดูแล ไม่ปล่อยให้อยู่ในโรงพยาบาลอีกต่อไป หลังจากนั้นจึงจะมีการเจรจากันกับผู้เสียหายกันหลังจากนั้น เพื่อแก้ปัญหาการเรียกร้องค่าเสียหาย ด้วยการจะคุยกันด้วยเหตุผลอีกครั้ง เพราะเงินค่าเสียหาย 1 ล้านบาท สูงจนเกินกว่าจะจ่ายได้ เพราะแม้จะให้แพทย์พยาบาลออกเงินกันทั้งโรงพยาบาลเฉลี่ยกัน ก็คงไม่พอที่จะชดใช้ค่าเสียหายตามที่เรียกร้องได้ ซึ่งจะมีการคุยกันด้วยเหตุผล เชื่อมั่นว่าเมื่อความตึงเครียดผ่อนคลายลง ก็คงจะคุยกันได้ และได้ข้อสรุปที่ดีด้วยกันทั้ง 2 ฝ่ายในที่สุด