ปูพรมล่า ‘ไอ้แหยม’ ผู้ต้องสงสัยฆ่าเฒ่า 68 ปี อุ้มศพเผาข้างศาลาสระบุรี
เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม จากกรณีที่มีชายวัย 68 ปี ถูกฆาตกรรมก่อนอุ้มร่างเผาบนกองฟืนข้างศาลาพักในหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่พบกองไม้ที่กำลังไหม้เผาลำตัวคนดำเป็นตอตะโก เหลือเพียงขาขวา 1 ข้าง ที่ยังไหม้ไม่หมดและกะโหลกศีรษะยุบ เหมือนถูกตีด้วยของแข็ง อยู่ข้างศาลา ข้างศพผู้ตายพบมีตะขอยาวประมาณ 50 ช.ม. ตกอยู่ข้างกองไฟ และพบเศษข้าวของ เผ้าขนหนูและหมอน คาดว่าเป็นของผู้ตายกระจายเกลื่อนที่ศาลาพัก
ต่อมาเวลา 13.20 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.มวกเหล็ก ฝ่ายปกครอง กรมป่าไม้ ผู้นำชุมชนสนธิกำลังร่วม 30 นาย ปูพรมออกค้นหา นายสุรชาติ (แหยม) 39 ปี ชาวบ้าน ม.2 ต.ลำสมพุง อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ บริเวณรอบๆหมู่บ้าน และบริเวณภูเขาใกล้ที่เกิดเหตุได้ทำการปิดล้อม และตรวจค้นเทือกเขา ตั้งแต่ช่วงสายของวันนี้ คาดว่านายแหยมน่าจะหลบอยู่บนเขาแห่งนี้ จึงได้กระจายกำลังออกค้นหา แต่ยังไม่พบตัว
จากการสอบถาม ร.ต.อ.วัชรพงษ์ ต้นหอม รองสารวัตรปราบปราม สภ.มวกเหล็ก ชุดสืบสวนค้นหากล่าวว่า วันนี้ ได้สนธิกำลังทั้งฝ่ายตำรวจ สภ.มวกเหล็ก ฝ่ายปกครอง กรมป่าไม้ ผู้นำชุมชนสนธิกำลังร่วม 30 นาย ออกค้นหา นายสุรชาติ (แหยม) คาดว่าผู้ก่อเหตุก็ได้หลบหนีขึ้นไปบนภูเขา จึงได้ออกติดตามตัว แต่ขณะนี้ยังไม่พบ เนื่องจากสภาพภูมิประเทศ ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ป่าภูเขา แล้วก็ปัญหาอย่างหนึ่งก็คือปัญหาจากการติดต่อสื่อสารไม่มีสัญญาณ แต่วันนี้หลังจากที่เราได้ประชุมกัน ก็จะนำทีมงานต่างๆ ฝากติดตามกันอีก

ความคืบหน้าการติดตามตัวผู้ก่อเหตุ ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้วางกำลังคุมเข้มตามจุดยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะบริเวณกระท่อมกลางป่าและพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน เนื่องจากคาดว่าผู้ก่อเหตุอาจจะแอบลงมาขอข้าวและน้ำประทังชีวิต นอกจากนี้ยังได้ประสานนายพรานในพื้นที่เข้าเก็บกู้ “กับดักล่าสัตว์” ในบางจุดเพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้ว
สำหรับผู้ก่อเหตุรายนี้ พยานและผู้เห็นเหตุการณ์ในคืนเกิดเหตุต่างชี้เป้าตรงกันว่าคือ “นายแหยม” ซึ่งจากการสืบประวัติพบว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นผู้ป่วยจิตเวช เนื่องจากที่ผ่านมาทั้งฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจเคยคุมตัวเข้าร่วมโครงการบำบัดรักษามาแล้วหลายครั้ง แต่เมื่อกลับมาในชุมชนก็ยังคงมีพฤติกรรมยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดซ้ำเดิม จนกระทั่งมาก่อเหตุดังกล่าว
นางบุญช่วย (สงวนนามสกุล) อายุ 48 ปี หลานสะใภ้ของผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า ในคืนเกิดเหตุมีชาวบ้านใกล้เคียงได้ยินเสียงลุงบัวร้องขอความช่วยเหลือ โดยก่อนหน้านั้นนายแหยมได้เข้ามาโวยวายอาละวาด ซึ่งปกติแล้วนายแหยมมักจะชอบมาหาลุงบัวบ่อยๆ เพื่อขู่บังคับเอาเงิน เพราะรู้ว่าลุงบัวมีเงินเก็บที่ลูกหลานเอามาให้ และลุงบัวเป็นคนหวงย่ามใบนี้มากเพราะเก็บเงินทั้งหมดไว้ข้างใน
“มั่นใจว่าเป็นนายแหยมแน่นอน เขาเป็นคนติดยา แต่สติดีทุกอย่าง รู้เรื่องหมด อย่าไปเชื่อข่าวที่บอกว่าเขาเป็นบ้าสติไม่ดี” นางบุญช่วย กล่าว

นางสาวสุวภัทร จงท่องกลาง อายุ 29 ปี หลานสาวของนายแหยม ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ หลังมีกระแสข่าวลือว่าตนเองเป็นผู้พาตัวนายแหยมหลบหนี
นางสาวสุวภัทร เปิดเผยว่า นายแหยมมีอาการบาดเจ็บที่ขาและสภาพร่างกายไม่แข็งแรง หากหลบหนีไปเองคาดว่าจะไปได้ไม่ไกล โดยเฉพาะหากขาดน้ำและอาหาร พร้อมกันนี้ตนยังตั้งข้อสังเกตใน 2 ประเด็นหลัก คือ เหตุใดพยานที่อ้างว่าได้ยินเสียงคนแรกจึงไม่ออกมาดู และประเด็นเรื่องระยะเวลาการเผาทำลายศพ ตั้งแต่เวลา 02.00 น. จนถึงรุ่งเช้า ซึ่งใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง ทำไมศพกลับถูกไฟไหม้เกรียมจนแทบไม่เหลืออะไรเลย
นางสาววาสนา (สงวนนามสกุล) แม่ค้าในชุมชน เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า นายแหยมมีพฤติกรรมยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่ร้านค้าและชาวบ้านในพื้นที่มาโดยตลอด ที่ผ่านมาเคยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวไปหลายครั้ง แต่ก็ได้รับการปล่อยตัวกลับมาเสมอ
ในคืนวันเกิดเหตุ นายแหยมเพิ่งถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวและนำมาปล่อยไว้ในพื้นที่เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. ก่อนที่ในเวลาประมาณ 02.30 น. จะเกิดเหตุทำร้ายและเผาอำพรางศพลุงบัว ซึ่งมีพยานระบุว่าเห็นนายแหยมอยู่กับผู้เสียชีวิตเป็นคนสุดท้าย ขณะนี้ชาวบ้านในระแวกใกล้เคียงต่างตกอยู่ในความหวาดกลัว ไม่กล้าออกไปประกอบอาชีพทำไร่ทำสวน และต้องการให้เจ้าหน้าที่จับกุมตัวให้ได้โดยเร็ว

