พศจ.ประจวบฯ แจงปมอดีตเจ้าอาวาสวัดดัง ฟ้องร้องหลายฝ่าย ย้ำทุกขั้นตอนดำเนินตามข้อเท็จจริง ให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย
เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม นายรัฐวิชญ์ พาฉิมพลี ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (พศจ.ประจวบคีรีขันธ์) กล่าวถึงกรณีอดีตเจ้าอาวาสวัดชื่อดังแห่งหนึ่งในอำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีการฟ้องร้องบุคคลและหน่วยงานต่าง ๆ ว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดได้รับทราบข้อมูลว่า จุดเริ่มต้นของเรื่องเกิดจากประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนร้องเรียนผ่านคณะสงฆ์ว่า อดีตเจ้าอาวาสมีพฤติกรรมกู้ยืมเงินแล้วไม่ชำระคืน โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดไม่ทราบจำนวนเงินดังกล่าว เนื่องจากเป็นการร้องเรียนผ่านกระบวนการของคณะสงฆ์
จากการร้องเรียนดังกล่าว เจ้าคณะจังหวัดได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งมีความเห็นว่าเป็นการกระทำที่เข้าข่าย “ละเมิดจริยาพระสังฆาธิการอย่างร้ายแรง” จึงมีคำสั่งถอดถอนจากตำแหน่งเจ้าอาวาสเมื่อเดือนธันวาคม 2568
ภายหลังการถอดถอน ยังมีประเด็นร้องเรียนเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงินของวัดเพิ่มเติม โดยคณะสงฆ์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากศูนย์ดำรงธรรมอำเภอทับสะแก
แม้จะถูกถอดถอนจากตำแหน่งเจ้าอาวาสแล้ว แต่ยังมีการปฏิบัติหน้าที่และอ้างตนเป็นเจ้าอาวาส รวมถึงมีการเปิดรับบริจาคผ่านบัญชีส่วนตัว ซึ่งไม่ใช่บัญชีของวัด โดยเจ้าอาวาสรูปปัจจุบันได้ดำเนินการตามกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว และศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้มีคำสั่งเบื้องต้นในคดีดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้
ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวต่อว่า ฝ่ายผู้ถูกถอดถอนเห็นว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงได้ร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ขณะเดียวกัน ชาวบ้านที่ทราบเหตุการณ์ได้ร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมว่า อดีตเจ้าอาวาสมีพฤติกรรมนำเหรียญที่ประชาชนติดไว้ที่โบสถ์ไปแลกเป็นธนบัตรเพื่อนำมาใช้จ่าย
จากกรณีดังกล่าว เจ้าคณะผู้ปกครองได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และมีหนังสือให้ผู้ถูกร้องเรียนชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 12 วัน แต่เมื่อครบกำหนด ผู้ถูกร้องเรียนไม่ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงตามประเด็นที่ถูกร้องเรียน โดยเป็นเพียงการคัดค้านกระบวนการร้องเรียนเท่านั้น
ต่อมาคณะสงฆ์ได้มีหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมรายงานเรื่องไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายกระทำผิดพระวินัยหรือไม่ ก่อนที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะมีหนังสือแจ้งให้เจ้าคณะภาคดำเนินการตามอำนาจหน้าที่
จากนั้น เจ้าคณะภาคได้มีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องเรียนสละสมณเพศ แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการสละสมณเพศแต่อย่างใด และยังคงมีการดำเนินการฟ้องร้องต่อหน่วยงานและบุคคลต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
นายรัฐวิชญ์ ระบุว่า กระบวนการตามกฎหมาย จะพิจารณาตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง โดยกรณีที่มีการยื่นฟ้องต่อศาลนั้น ศาลจะรับคำฟ้องไว้พิจารณาในเบื้องต้น ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการไต่สวนมูลฟ้องและกระบวนการพิจารณาตามกฎหมายต่อไป
“สรุปคือจุดเริ่มต้นของเรื่องมาจากการร้องเรียนกรณีกู้ยืมเงินแล้วไม่ชำระคืน จนนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการสอบสวนและมีคำสั่งถอดถอนจากตำแหน่งเจ้าอาวาส ส่วนการที่ผู้ได้รับผลกระทบเห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรมและใช้สิทธิร้องเรียนหรือฟ้องร้องต่อหน่วยงานต่าง ๆ นั้น ถือเป็นสิทธิที่สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย ขณะที่หน่วยงานของรัฐจะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โดยยึดข้อเท็จจริงและกระบวนการทางกฎหมายเป็นสำคัญ” พศจ.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าว
แหล่งข่าวจากนักวิชาการด้านคณะสงฆ์ เปิดเผยว่า เคสนี้ไม่ถือเป็นเคสแรก ที่ผ่านมามีกรณีพระฟ้องพระ และพระฟ้องพระสังฆาธิการหรือผู้ปกครองสงฆ์ อยู่บ้าง แต่ไม่มาก
การฟ้องพระด้วยกันหรือ พระฟ้องฆราวาสนั้น ไม่ถือว่าผิดพระธรรมวินัย แต่จะถือว่าผิดพระธรรมวินัยหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับผลของการตัดสินคดีความ
“โดยหากชนะคดี ก็ไม่ถือว่าผิดพระธรรมวินัย แต่หากแพ้คดี นอกจากจะเสี่ยงที่จะถูกฟ้องกลับแล้ว ยังเสี่ยงถูกตั้งกรรมการสอบพระธรรมวินัย เพราะการกล่าวหาด้วยอาบัติหนัก จะนำมาสู่การพิจารณาโทษทางธรรมวินัย ซึ่งโทษจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับผลของคดีความ” แหล่งข่าว กล่าว
แหล่งข่าว กล่าวต่อว่า โดยหลักพระวินัยบัญญัติว่าภิกษุโจท (ฟ้องร้องหรือกล่าวหา) ภิกษุอื่นด้วยอาบัติที่ไม่มีมูล โดยมีเจตนา ใส่ร้ายด้วยความโกรธ จะเป็นอาบัติ ดังนี้
1.ถ้าโจทด้วยอาบัติปาราชิก จะต้องอาบัติสังฆทิเสส(เป็นอาบัติหนักรองจากปาราชิก)
2.ถ้าโจทด้วยอาบัติอื่นๆ ต้องอาบัติ ปาจิตตีย์



