เจ้าหน้าที่ทราบ ผลตรวจปืน ยิงถล่มจุดตรวจบูเก๊ะซามีแล้วมี 14 กระบอก เคยนำก่อเหตุยิงปลัด อ.จะแนะและแฟนสาวเสียชีวิต ตำรวจสั่งรื้อแผนป้องกันจุดตรวจถูกถล่มซ้ำ ส่วนฝ่ายปกครองโยกปลัดอำเภออยู่ประจำฐาน ชคต.
เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม สำหรับความคืบหน้าเหตุกลุ่มคนร้ายแต่งกายชุดดำใช้รถยนต์กระบะเป็นพาหนะ ใช้อาวุธปืนและระเบิดไปป์บอมบ์ยิงและขวางถล่มจุดตรวจบูเก๊ะซามี ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารพราน กองร้อยทหารพรานที่ 4509 ที่กำลังยืนปฏิบัติหน้าที่หน้าจุดตรวจและอาศัยอยู่ในป้อมจุดตรวจเสียชีวิต 5 นาย ชาวบ้านได้รับบาดเจ็บ 6 ราย
ก่อนหลบหนีคนร้ายได้ขโมยเสื้อเกราะกันกระสุน อาวุธปืนประจำกาย รวมทั้งซองกระสุนไปด้วย เหตุเกิดเมื่อเวลา 18.45 น. วันที่ 22 ก.ค.69 ที่ผ่านมา และเจ้าหน้าที่สามารถออกหมายจับนายอาซีซัน มะดาเอ 1 ในคนร้ายที่ก่อเหตุซึ่งเจ้าหน้าที่คาดว่ามี จำนวน 13 คน และได้เชิญตัวนายมาหะมะสรี มาทำการสอบสวนขยายผลที่ศูนย์ซักถามหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46 อ.เมือง จ.นราธิวาส นั้น
ล่าสุด เจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดี ได้รับทราบผลการตรวจสอบปลอกกระสุนปืน 3 ชนิด คือ เอ็ม.16 อา.ก้า.และอาวุธปืนพก ขนาด 9 ม.ม. ยิงนายมจำนวนกว่า 200 ปลอก ที่คนร้าย จำนวน 13 คน ใช้ก่อเหตุยิงถล่มจุดตรวจบูเก๊ะซามี อ.ระแงะ พบว่า อาวุธปืนที่คนร้ายใช้มีจำนวนทั้งสิ้น 14 กระบอก ซึ่งคนร้ายบางคนใช้อาวุธปืน 2 กระบอก ซึ่ง 1 ใน 14 กระบอก คนร้ายเคยใช้ก่อเหตุ ยิงนายมนต์ชัย จิตกมลกานต์ ปลัดอำเภอจะแนะ พร้อมแฟนสาวเสียชีวิต เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.69

ส่วนแนวทางในการสืบสวนสอบสวนเบาะแสของกลุ่มคนร้ายที่ร่วมก่อเหตุในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สืบทราบว่า เป็นความร่วมมือของแกนนำที่เคลื่อนไหวรับผิดชอบในพื้นที่ 5 อำเภอ ของ จ.นราธิวาส คือ เจาะไอร้อง ระแงะ รือเสาะ จะแนะและศรีสาคร ที่ส่งสมาชิกแนวร่วมใน 5 กลุ่ม กลุ่มละ 2 คนบ้าง 3 คนบ้าง ร่วมปฏิบัติการณก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงถล่มจุดตรวจบูเก๊ะซามี โดยมีนายอซีซัน มะดาเอ ที่ถูกเจ้าหน้าที่ออกหมายจับ 1 คน ในคดีนี้ เป็นหัวหน้าชุดในการลงมือปฏิบัติการณ์
ในส่วนของการปรับแผนตั้งรับที่ตั้งจุดตรวจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จุดตรวจทหารและจุดตรวจฝ่ายปกครอง ในพื้นที่ 13 อำเภอ ของ จ.นราธิวาส ให้ทุกจุดตรวจปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ตั้ง ต้องจัดให้มีการสังเกตการณ์ พร้อมติดตั้งตาข่ายโดยรอบ จัดทำแนวป้องกันและมีแผงกั้นความมั่นคง เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ยานพาหนะเข้ามาจอดหรือพุ่งชนในระยะกระชั้นชิด
ส่วนด้านฝ่ายปกครองในวันนี้ นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผวจ.นราธิวาส ได้เรียกประชุมปลัดจังหวัด นายอำเภอและปลัดอำเภอทั้ง 13 อำเภอ รับมอบนโยบายไปปฎิบัติ เน้นย้ำ ตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค.69 เป็นต้นไป ปลัดอำเภอในฐานะหัวหน้าชุดคุ้มครองตำบลทั้ง 51 ชคต.กลับไปปฏิบัติหน้าที่ที่ ชคต.เพียงหน้าที่เดียว ให้ตัดขาดกับช่วยงานที่อำเภอไปเลย และจะทำคู่มือปฏิบัติหน้าที่ให้ปลัดอำเภอทำหน้าที่หัวหน้า ชคต.ไปปฏิบัติโยมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ อส.จำนวน 33 นายในแต่ละ ชคต.ประสานสอดคล้องกับหน่วยกำลังทหาร หารในพื้นที่ ตำรวจในพื้นที่และหน่วยงานราชการในพื้นที่ และปรับปรุงในเรื่องด้านการข่าว คลุกคลีกับประชาชนให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งการปฏิบัติต้องทำงานร่วมกันกับหน่วยงานด้านความมั่นคง
ส่วนการปฏิบัติการณ์ไล่ล่าของเจ้าหน้าที่ชุดปฎิบัติการพิเศษร่วม 3 จังหวัด คือ นราธิวาส ยะลาและปัตตานี กับกลุ่มแกนนำ 4 คน ที่ร่วมก่อเหตุหลังหลบหนีเคลื่อนไหวไปกลบดานบนเทือกเขาเมาะแต ในพื้นที่เขตรอยต่อ 3 อำเภอ คือ ระแงะ จะแนะและศรีสาครนั้น คือ 1.นายมะซาฟี ตีโม 2.นายอับดุลเลาะห์ มะแซ 3.นายอิสมาแอล แจ๊ะแว และ 4.นายอาซีซัน มะดาเอ เป็นวันที่ 2 นั้น เจ้าหน้าที่ยังคงเดินลาดตระเวนพิสูจน์ทราบ ตีวงล้อมกระชับให้พื้นที่แคบลง
แต่พบอุปสรรคในเรื่องของฝนที่มักจะตกลงมาในช่วงค่ำของพื้นที่บางจุด ที่อาจจะล่าช้าตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ยังไม่พบความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนร้าย ที่จะมีการรายงานความเคลื่อนไหวให้เจ้าหน้าที่ภาคพื้นที่ได้รับทราบ
ในการบูรณาการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่บนป่าเขากับทางเจ้าหน้าที่ทางภาคพื้นที่ ที่มีการใช้โดรนในการบินตรวจสอบจุดพื้นที่ต้องสงสัย และมีเจ้าหน้าที่ทหารพรานในแต่ละพื้นที่รับผิดชอบ ลาดตระเวนเส้นทางที่เป็นเส้นทางคู่ขนานกับเทือกเขาเมาะแต ในการป้องกันกลุ่มแกนนำ 4 คน และสมาชิกแนวร่วมในกลุ่ม ที่อาจจะแฝงตัวหลบหนีการไล่ล่าของเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมจากเทือกเขาลงมายังภาคพื้นดิน
ซึ่งล่าสุด เจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคง ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทหารพราน ที่รับผิดชอบเดินลาดตระเวนบนถนนคู่ขนานกับเทือกเขาเมาะแต นอกจากทำหน้าที่สกัดกั้นกลุ่มคนร้ายแฝงตัวหลบหนีลงจากเทือกเขาแล้ว ต้องทำการประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านที่ประกอบอาชีพกรีดยาง มีสวนผลไม้บนเทือกเขา ในช่วงนี้ขอความร่วมมือหากไม่มีความจำเป็น “ขอให้งดทำกิจกรรมเป็นการชั่วคราว” เกรงอาจจะไม่ได้รับความปลอดภัยต่อชีวิต คือ หากพบคนร้ายเกรงคนร้ายเข้าใจผิดคิดว่าเป็นสายข่าวให้กับทางราชการในการไล่ล่า และอาจจะเกิดความเข้าใจผิดหากเจ้าหน้าที่พบ เห็น คิดว่าเป็นกลุ่มคนร้าย


