หน้าแรก ภูมิภาค วอน! ขอความเป...

วอน! ขอความเป็นธรรม หนุ่มฝากเงิน 8 หมื่นแต่แบงก์ลงยอดแค่ 4 หมื่น ถูกสงสัยยักยอกเงินนายจ้าง

16.06.17 | 08:50 น.

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2560 นายวชิระ อริยะพงษ์กรณ์ อายุ 41 ปี นำหลักฐานเป็นสำเนาเอกสารการฝากเงินเข้าบัญชีของธานาคารแห่งหนึ่งใน อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท มาร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมกับสื่อมวลชน


นายวชิระเล่าว่า เมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา ตนซึ่งเป็นพนักงานร้านจำหน่ายอาหารสัตว์ ได้รับมอบหมายจากนายจ้างให้นำเงินสดจำนวน 80,000 บาทไปเข้าบัญชีธนาคารตามปกติ ซึ่งตนก็นับเงินต่อหน้านายจ้างว่าครบถ้วน ก่อนนำเงินจำนวนดังกล่าวที่มีทั้งธนบัตรใบละ 1,000 บาท และ 500 บาท ใส่กระเป๋ากางเกงไปยังเคาน์เตอร์ธนาคาร และเขียนเอกสารนำฝากจำนวน 80,000 บาทตามจำนวนเงิน แล้วส่งให้พนักงานทำการตรวจนับและออกสลิปรายการรับฝากให้ โดยตนไม่ได้ตรวจรายละเอียดในสลิปเพราะไม่เคยเกิดปัญหาขึ้น

จนกระทั่งผ่านไป 2 วัน นายจ้างของตนได้นำเงินสดไปเข้าบัญชีเองจำนวน 110,000 บาท แต่เจ้าหน้าที่ธนาคารลงรายการรับเงินเพียง 11,000 บาท ซึ่งพนักงานยอมรับว่าทำงานผิดพลาดและได้แก้ไขรายการให้ ทำให้นายจ้างเริ่มไม่มั่นใจการทำงานของพนักงานธนาคาร จึงนำเอกสารรับฝากที่เก็บไว้ออกมาตรวจสอบ

Advertisement

พบว่าเอกสารรับฝากวันที่ 27 เมษายน ที่ตนเป็นคนนำเงินไปฝาก มียอดการรับฝากไม่ตรงกัน คือตนเขียนยอดฝากและส่งเงินให้พนักงาน 80,000 บาท แต่ในสลิปออกรายการรับฝากให้เพียงแค่ 40,000 บาทเท่ากับมีเงินหายไป 40,000 บาท เมื่อสอบถามไปทางธนาคาร เจ้าหน้าที่ก็ยืนยันว่านับเงินได้เพียง 40,000 บาท โดยเปิดภาพวิดีโอจากกล้องวงจรปิดให้ดูเป็นการยืนยัน ทำให้ตนเองตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่ายักยอกเงินนายจ้าง จึงต้องการขอความเป็นธรรม เพราะจากภาพกล้องวงจรปิดพบพิรุธบางอย่างที่พนักงานธนาคารมีการแยกเงินออกเป็น 2 ส่วน แล้วนำไปเข้าเครื่องนับเพียงส่วนเดียว แล้วเก็บอีกส่วนเข้าลิ้นชักโดยไม่มีการตรวจนับ ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุให้ยอดเงินหายไปหรือไม่

ตนจึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ร้อยเวรที่ตนไปลงบันทึกประจำวันไว้ ช่วยตรวจสอบภาพโดยละเอียดจากมุมกล้องอื่นๆ เพื่อพิสูจน์ข้อสงสัยของตน เพื่อความกระจ่างในกรณีดังกล่าว ตามคำแนะนำของศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชัยนาทที่ตนไปร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือเมื่อเร็วๆ นี้ เพราะหากตนพิสูจน์ตัวเองไม่ได้ ก็จะต้องถูกตราหน้าว่าเป็นคนคดโกง และที่ร้ายที่สุดอาจจะต้องติดคุกด้วย

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวของเราติดต่อสอบถามเรื่องดังกล่าวไปยังธนาคารที่เกิดเหตุ ได้รับคำตอบจากเจ้าหน้าที่ว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการประจำสำนักงานใหญ่ ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งยังไม่มีมติออกมาว่าจะมีมาตรการดำเนินการอย่างไร จึงทำได้เพียงรอมติและเอกสารสั่งการอย่างเป็นทางการต่อไป