เครือข่ายรักษ์พะโต๊ะ แฉรบ.พับ ‘แลนด์บริดจ์’ แต่แปลงกายเป็น ‘มิสซิงลิงก์’ เชื่อยกระดับท่าเรือระนองเป็นท่าเรือน้ำลึกแห่งแรกในอันดามัน หวังโชว์เป็นผลงานแรกตั้งแต่เข้าบริหารประเทศ เผยแผนขุดลอกยาว 28 กม. ลึก 21 ม. ระบบนิเวศ-วิถีประมง พินาศแน่ เสี่ยงพิพาทเมียนมา
เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดตรัง รายงานว่า จากกรณี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ พร้อมด้วยประธานคณะทำงานทั้ง 3 ชุด ได้แก่ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ผู้แทนปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ ผู้แทนปลัดกระทรวงคมนาคม ร่วมกันแถลงผลสรุปการศึกษาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งเพื่อเชื่อมโยงอ่าวไทย-อันดามัน (แลนด์บริดจ์) แถลงขอพับเก็บโครงการดังกล่าว เนื่องจากไม่คุ้มค่าการลงทุน โดยจะหันมาเดินหน้าโครงการพัฒนาระบบโครงข่ายคมนาคมภาคใต้ (Missing Link) โดยเฉพาะการพัฒนาท่าเรือระนองแทน เนื่องจากใช้งบน้อยและคุ้มค่ากว่า โดยล่าสุดรัฐบาลเตรียมทุ่มงบประมาณกว่า 2.7 หมื่นล้านบาทเพื่อพัฒนาถนนเชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน ตามที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุดที่จังหวัดตรัง นางเบญจวรรณ ทับทิมทอง แกนนำเครือข่ายรักษ์พะโต๊ะ อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร กล่าวกรณีดังกล่าวว่า ในความคิดของเรานั้นรัฐบาลเพียงแค่ต้องการที่จะให้คนส่วนใหญ่คิดว่า แลนด์บริดจ์มันพับไปจริงๆ แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่ ส่วนหนึ่งที่เรามองหลังจากที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไปเยือนประเทศจีนมา เราก็มองออกมาตั้งนานแล้วว่ามันไม่มีคนลงทุนใน 1 ล้านๆ บาทนี้แน่นอน เพราะมันไม่คุ้มค่า แต่เชื่อว่ารัฐบาลต้องการจะเดินหน้า เพราะไม่มีอะไรที่จะเป็นเป็นผลงานของรัฐบาลเลยตั้งแต่เข้ามาเป็นรัฐบาล ดังนั้นการพับโครงการแลรด์บริจก์แล้วหันมาทำ Miss Link เพื่อต้องการติดต่อทางด้านอินเดีย จึงมีความพยายามเจ้ามาฟื้นฟูทางฝั่งอันดามัน
นางเบญจวรรณ กล่าวว่า ที่จริงทั้งหมดนี้อยู่ในยุทธศาสตร์ชาติ ที่ได้เขียนไว้แล้วว่าให้ปรับปรุงของเก่าแล้วก็ต่อยอดแค่นั้น มันเป็นยุทธศาสตร์ชาติอยู่แล้ว แต่รัฐบาลไม่ฟัง ก็เลยมีการการผลักดันแลนด์บริจด์ให้ได้ เรื่องแลนด์บริจด์นั้นมีมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ ที่ไปสื่อสารกับหลาย 10 ประเทศ ก็ไม่มีประเทศไหนที่เขาตอบรับมา หรือสนใจอย่างจริงจัง แต่เราพบว่ามีความพยายามต้องการกินในส่วนงบสำรวจศึกษา และส่วนต่างอื่นๆ
รัฐบาลเคยถามเราในเวทีคณะกรรมาธิการว่า ในเมื่อไม่เอาแลนด์บริดจ์แล้วเราจะเอาอะไร เราเลยตอบไปว่า อย่างพื้นที่อำเภอพะโต๊ะ ทางหลวงเราต้องการถนน 4 เลน โดยถนน 4 เลน ได้บรรจุไว้แล้วตั้งแต่ปี 2541 ซึ่งผ่าน 20 กว่าปีแล้ว ก็ยังไม่เกิดอะไรขึ้น การพัฒนาถนนเส้นนี้ก็เชื่อม 2 ฝั่งทะเลอยู่แล้ว และเรายังเสนอเรื่องการขนส่งโดยรถไฟ เพราะการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) มีพื้นที่ของเขาอยู่แล้ว ทำไมจึงไม่ทำระบบรางให้มันดีขึ้น ให้มีรถไฟความเร็วสูง โดยที่ไม่ต้องไปเวนคืนที่ดินใหม่อีกแล้ว จากเหนือจรดใต้ให้สามารถเชื่อมต่อได้ แล้วแยกไปทางภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ควรใช้เส้นทางที่มีอยู่แล้ว พัฒนาให้ดีขึ้น ให้การเดินทางสะดวกรวดเร็วขึ้น ซึ่งสามารเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยวขึ้นได้อีกมหาศาล
“แต่เรื่องที่ต้องเฝ้าระวังพิเศษโดยเฉพาะชายฝั่งจ.ระนอง คือการพัฒนาท่าเรือเป็นท่าเรือน้ำลึก ซึ่งเรามองว่ามีโอกาสสูงที่จะเกิด ถ้าทำที่ท่าเรือน้ำลึกที่ท่าเรือระนองเดิมจะเป็นปัญหาแน่นอน จะกระทบระบบนิเวศอย่างรุนแรง และมีผลกระทบกับฝั่งเมียนมา เพราะว่าบริเวณอยู่ใกล้กันมาก จะมีปัญหาแน่จากการเดินเรือระหว่างประเทศ และผลกระทบต่อทรัพยากร ตลอดจนอาชีประมงชายฝั่ง” นางเบญจวรรณ กล่าว
นางเบญจวรรณ กล่าวว่า ผู้เกี่ยวข้องประกาศว่า เขาจะทำในส่วนของการขยายพื้นที่วางตู้คอนเทนเนอร์ ขยายพื้นที่สำหรับจอดรถ รวมทั้งขุดลอกร่องน้ำ อีก 28 กิโลเมตร ซึ่งถ้าหากขุดลอกร่องน้ำจริง จะยิ่งหนักขึ้น เช่น กระทบวิถีประมง การท่องเที่ยว และเรื่องปัญหาระหว่างประเทศจะเกิดขึ้นทันที ถ้าหากขุดลอกยาวไปถึง 28 กิโลเมตร มันจะทำลายระบบนิเวศทั้งหมด
ขณะที่พื้นที่ที่จะสร้างท่าเรือใหม่ที่อ่าวอ่าง ที่กำลังพูดถึงมันห่างกันแค่ 11 กิโลเมตร แต่ตรงที่ต้องขุดลอกยาวเป็นระยะทางถึง 28 กิโลเมตร เพราะร่องน้ำมันมันตื้น เพื่อให้เรือเดินสมุทรขนาดใหญ่เดินเรือได้จึงต้องขุดลอกลึกถึง 21 เมตร ซึ่งฝั่งอันดามันตลอดสายไม่เคยมีเรือใหญ่ขนาดนี้เลย
ช่วงแรกอาจจะหลอกชาวบ้านว่าขุดตื้นๆ ก่อน ให้เรือฟีทเดอร์เข้า แต่หลังจากนั้นค่อยขุดเพิ่มขึ้น มันเป็นลับลวงพรางของรัฐบาล ซึ่งในแผนก็ต้องพัฒนาท่าเรือน้ำลึกอันดามันเต็มรูปแบบเพื่อมาชดเชยแลนด์บริดจ์แน่นอน
นางเบญจวรรณ กล่าวว่า ฝากถึงรัฐบาลว่าการเดินหน้าแผนใหม่ใช่ว่าเราไม่ยอมรับ หากมีประชาชนอยู่ในแผนพัฒนานั้น และประชาชนได้รับผลประโยชน์ แต่ต้องมองด้วยว่าท่าเรือระนองร้างมานานแล้ว หากเมียนมาไม่เกิดสงครามขึ้น ก็ไม่มีใครมาใช้ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว
ถ้าจะพัฒนาก็เป็นแค่การพัฒนาขนาดเล็ก ใช้เทคโนโลยีเข้ามาโดยไม่จำเป็นที่ต้องใช้เงินมหาศาล ควรลงทุนเองไม่ต้องให้สัมปทานใคร เราจะได้ไม่ตกอยู่ภายใต้ความกดดันของมหาอำนาจ เพราะภูมิรัฐศาสตร์ของภาคใต้มันเป็นปัญหา กลายเป็นรัฐกันชนหากเราเลือกข้าง หากพัฒนาแค่ให้เรือสามารถเข้ามาและส่งตู้คอนเทนเนอร์ได้ 20-30 ตู้ เป็นเรือที่แบ่งมาจากที่อื่น มันเป็นไปได้ และไม่ทำลายทรัพยากรด้วย หรือจะพัฒนาเป็นท่าเรือท่องเที่ยวก็ได้




