บุกช่วยนักศึกษา ม.ดังมหาสารคาม ถูกแก๊งคอล จัดฉากขังตัวเอง บังคับหลอกผปค.ให้โอนเงิน 5 หมื่นบ.
เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.กันทรวิชัย นำกำลังบุกช่วยนักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดัง หลังตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จัดฉากขังตัวเอง บังคับหลอกผู้ปกครองให้โอนเงิน 50,000 บาท อ้างไปดูงานต่างประเทศ ครอบครัว-เพื่อน ผิดสังเกต แจ้งตำรวจช่วยตามหา
เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ต.ท.สุวันชัย สีทา รองผู้กำกับสืบสวน สถานีตำรวจภูธรกันทรวิชัย นำกำลังเข้าตรวจสอบที่หอพักรายวันแห่งหนึ่งใน ต.ท่าขอนยาง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม เพื่อช่วยเหลือนายเอ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งของจังหวัดมหาสารคาม ภายหลังตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกให้กักขังตัวเองในห้อง พร้อมกับให้พูดตามสคริปของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกผู้ปกครองให้โอนเงินเพื่อไปศึกษาดูงานต่างประเทศจำนวน 50,000 บาท
พ.ต.ท.สุวันชัย สีทา เปิดเผยว่า น้องเอ ผู้เสียหาย ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรมาหาอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่เครือข่ายมือถือค่ายหนึ่ง มีคนนำบัตรประชาชนของน้องเอไปเปิดโดยไม่ได้รับความยินยอม และเป็นหมายเลขที่ใช้บริการผิดปกติ มีการโอนเงินเข้าออกผิดปกติ โดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สามารถบอกหมายเลขบัตรประชาชน บอกชื่อน้องอย่างถูกต้อง และได้มีการโอนสายไป สภ.เมืองเลย เพื่อให้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจปลอม และอ้างว่าสัญญาณไม่ดี จึงได้ให้น้องเอ แอดไลน์ ก่อนจะมีการวีดีโอคอลคุยกัน ให้ย้ายที่พักจากที่พักเดิม ไปเปิดห้องพักรายวัน เพื่อดูพฤติกรรมว่ามีพิรุธอะไรหรือไม่ โดยให้น้องเอแชร์หน้าจอโทรศัพท์ แล้วช่วยหาที่พักในการซ่อนตัว และได้มีการโทรศัพท์ไปหลอกผู้ปกครองให้โอนเงินให้ 50,000 บาท เพื่อที่จะไปศึกษาดูงานที่ต่างประเทศ
ซึ่งเพื่อน ๆ ที่พักอยู่ด้วยกันเอะใจว่า น้องเอ หายออกไปจากบ้าน จึงได้ช่วยกันออกตามหา และแจ้งอาจารย์ในคณะให้ทราบเรื่อง ก่อนจะเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยติดตามน้องเอ โดยมีคุณอาของน้องเอ มาช่วยพูดคุยว่าน้องเอกำลังถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอก กระทั่งเจ้าหน้าที่สามารถเข้าช่วยเหลือได้
ด้านน้องเอ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 เล่าว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้โทรมาหลอก อ้างว่าเป็นเครือข่ายมือถือค่ายหนึ่ง มีคนนำชื่อตนไปเปิดซิมใหม่ และใช้แบบผิดปกติ จากนั้นได้โอนสายไปให้ตำรวจ สภ.เมืองเลย ทราบภายหลังว่าเป็นตำรวจปลอม ก่อนจะให้แอดไลน์คุยกัน โดยทางตำรวจปลอม ได้ส่งบัตรประจำตัวข้าราชการมาให้ดู อ้างว่าเป็นตำรวจจริง ซึ่งทางตำรวจจริงได้เช็กแล้ว ก็ปรากฏว่า ชื่อ-นามสกุล ตำแหน่งเป็นของจริง แต่รูปหน้าตำรวจเป็นนายร้อยปอยเปต
สาเหตุที่ตนหลงเชื่อ ก็เพราะว่าตนเองมั่นใจว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และพร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ โดยตำรวจปลอมมีการส่งรายละเอียดเอกสารในการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดมาให้ดูในไลน์ มีตราครุฑของราชการดูแล้วน่าเชื่อถือ มีภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะจับกุมยาเสพติด มีของกลาง มีสมุดบัญชีเยอะมาก ตนจึงหลงเชื่อ
ซึ่งตอนนั้นตนมีเงินบัญชีอยู่ประมาณ 1,300 บาท แก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้บอกให้ตนโทรศัพท์ไปหาพ่อแม่ เพื่อให้โอนเงินมาให้ 50,000 บาท พร้อมกับให้พูดตามสคริปว่า ทางมหาวิทยาลัยมีโครงการที่จะนำนักศึกษาไปดูงานต่างประเทศ ต้องทำวีซ่า และต้องมีเงินในบัญชี 50,000 บาท ซึ่งปกติตนจะไม่ขอเงินก้อนใหญ่ ๆ แบบนี้กับทางบ้าน จะมีแค่ค่ากิน ค่าใช้จ่ายจิปาถะเล็ก ๆ น้อย ทางผู้ปกครองน่าจะเอะใจ จึงยังไม่ได้โอนเงินมาให้ ต่อมาตนก็ได้คุยโทรศัพท์กับคุณอา จนกระทั่งคุณอาบอกว่าตนถูกหลอก จึงได้ออกมาที่หอพักที่ซ่อนตัวอยู่ โดยรวม ๆ ตนได้พูดคุยอยู่กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์อยู่เกือบ ๆ 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว
ซึ่ง ณ ตอนนั้น ทางเพื่อน ๆ ที่พักอยู่ด้วยกัน และทางพ่อแม่ เริ่มทราบว่าตนหายตัวไป จึงได้ไปแจ้งตำรวจออกตามหา จนมาเจอตัวในที่สุด ซึ่งก็ถือว่าโชคดีที่ตนยังไม่เสียเงิน 50,000 บาทให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์
ด้าน เพื่อนของน้องเอ เล่าว่า ปกติแล้วจะไปไหนมาไหนกับเอตลอด เพราะว่าเอไม่มีรถ เอจะมายืมรถตนใช้ เวลาไปซื้อกับข้าว เวลาไปเรียนก็จะไปด้วยกัน แต่วันก่อนเอ ออกจากบ้านเช่าไปคนเดียว และไม่สามารถติดต่อได้ ตอนแรกก็ไม่คิดอะไร คิดว่าอาจจะไปซ้อมบาสตามปกติ แต่พอเช้าวันรุ่งขึ้นก็ยังไม่เห็นเอที่บ้าน ก็เริ่มเอะใจว่าอาจจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับเพื่อน จึงได้ติดต่อไปยังอาจารย์ที่คณะ ให้อาจารย์ติดต่อญาติของเพื่อน และไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันเพื่อออกตามหาเพื่อน อยากขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่สามารถติดตามเพื่อกลับมาได้อย่างปลอดภัย และอยากจะฝากคนทั่วไปว่าในการรับโทรศัพท์หากมีการโทรมาอ้างว่ามีการกระทำผิดในรูปแบบต่าง ๆ ก็อยากให้ตั้งสติ และคิดเอาไว้เลยว่านั่นคือแก๊งคอลเซ็นเตอร์




