หน้าแรก ภูมิภาค ไกล่เกลี่ยลงต...

ไกล่เกลี่ยลงตัว คดีกล่าวหาเยักยอกเงินกฐินวัดเวฬุวัน หลังอดีตเจ้าอาวาสแถลงรับเข้าใจผิด

16.08.26 | 17:24 น.

ไกล่เกลี่ยลงตัว คดีกล่าวหาเยักยอกเงินกฐินวัดเวฬุวัน หลังอดีตเจ้าอาวาสแถลงรับเข้าใจผิด


 

วันที่ 16 สิงหาคม จากกรณีที่พระครูภัทรสรคุณ อดีตเจ้าอาวาสวัดเวฬุวัน ตำบล จ.ป.ร. อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง ได้ให้สัมภาษณ์สื่อท้องถิ่นและแจ้งความดำเนินคดี โดยกล่าวหา คณะเจ้าภาพทอดกฐิน ปี 2567 ประกอบไปด้วยนายธนิต บัวเขียว นายพิชัย อ่อนเทศ และนายสุวิทย์ จันทร์แจ้ง ในข้อหาร่วมกันยักยอกทรัพย์ โดยกล่าวว่าเอาเงินทอดกฐินจำนวน 1,313,331.99 บาท ไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว

ต่อมาบุคคลทั้งสามที่ถูกกล่าวหาได้ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องพระครูภัทรสรคุณ อดีตเจ้าอาวาส วัดเวฬุวัน ต่อศาลจังหวัดระนองในความผิดฐานแจ้งความเท็จและหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา  ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องศาลมีคำสั่งรับฟ้องในความผิดฐานแจ้งความเท็จ ส่วนข้อหาความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาศาลได้ยกฟ้อง ซึ่งโจทก์ทั้งสามได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8

Advertisement

โดยเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดระนองได้นัดสืบพยานโจทก์และจำเลยในคดีความผิดฐานแจ้งความเท็จ ก่อนการสืบพยานศาลได้ดำเนินกระบวนการไกล่เกลี่ยคู่ความทั้งสองฝ่าย

ปรากฏว่าฝ่ายจำเลย (พระครูภัทรสรคุณ) แถลงต่อศาลว่าโจทก์ทั้งสามได้รวบรวมปัจจัยจากญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาเพื่อให้การก่อสร้างอุโบสถของวัดเวฬุวันฯจนกว่าจะแล้วเสร็จตามวัตถุประสงค์ ที่ผ่านมาจำเลย (พระครูภัทรสรคุณ) ในฐานะเจ้าอาวาสซึ่งเป็นผู้แทนของวัดพยายามปกป้องดูแลรักษาผลประโยชน์ของวัดอย่างเต็มกำลังความสามารถ ในตอนแรกเข้าใจเจตนาของโจทก์ทั้งสามผิดไป แต่เมื่อได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานที่ปรากฏแล้วพบว่าโจทก์ทั้งสามไม่เคยนำปัจจัยที่ได้รับจากการทอดกฐินสามัคคีประจำปี 2567 ไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตนแม้แต่น้อย แต่โจทก์ทั้งสามได้รวบรวมเก็บรักษาและนำปัจจัยไปใช้จ่ายในการก่อสร้างอุโบสถตามวัตถุประสงค์และตามเจตนาอันบริสุทธิ์ของโจทก์ทั้งสามมาตั้งแต่ต้น สิ่งใดที่ทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหายทั้งโดยเจตนาหรือโดยไม่เจตนา จำเลย (พระครูภัทรสรคุณ) ขออโหสิกรรมจากโจทก์ทั้งสาม โดยยินยอมให้โจทก์ทั้งสามใช้รายงานกระบวนพิจารณาของศาล  ในการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชนและชาวบ้านในท้องที่เพื่ออธิบายชี้แจงตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้น

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อคู่ความทั้งสองฝ่ายสามารถปรับความเข้าใจกันได้และโจทก์ทั้งสาม ไม่ประสงค์ที่จะดำเป็นคดีกับจำเลยอีกต่อไป จึงอนุญาตให้โจทก์ทั้งสามถอนฟ้องจำเลยได้

ต่อมาเมื่อวันที่ 6  สิงหาคม นายสุวิทย์  จันทร์แจ้ง (โจทก์ร่วมที่ 3)  และในฐานะสมาชิกสภาเทศบาลตำบล จ.ป.ร. อำเภอกระบุรี  จังหวัดระนอง  กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการบริหารจัดการเงินของคณะเจ้าภาพทอดกฐินปี 2567 ที่ได้รับอนุญาตจากพระครูพระครูภัทรสรคุณ ให้เปิดบัญชีธนาคารเพื่อรวบรวมปัจจัยจากผู้มีจิตศรัทธานำมาดำเนินการก่อสร้างพระอุโบสถของวัดเวฬุวันฯ  ได้โดยตรงเป็นการเฉพาะจนกว่าการก่อสร้างอุโบสถจะแล้วเสร็จ  ซึ่งการที่พระครูภัทรสรคุณ อดีตเจ้าอาวาสฯ ได้ไปดำเนินการแจ้งความตนเองในข้อหา ร่วมกันยักยอกทรัพย์นั้นทำให้ตนและครอบครัวได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก และในช่วงเวลานั้น ตนเองอยู่ระหว่างการหาเสียง เลือกตั้งท้องถิ่น  ตนจึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้สิทธิ์ตามกฏหมายในการยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดระนองเนื่องจากที่ผ่านมาตน นายพิชัย อ่อนเทศ และนายธนิต  บัวเขียว คณะเจ้าภาพทอดกฐินไม่ได้รับการติดต่อใดๆ จากอดีตเจ้าอาวาส  เกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้น

โดยในการประชุมดังกล่าวทางคณะเจ้าภาพทอดกฐินได้ชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดตั้งแต่เริ่มดำเนินการก่อสร้างโบสถ์  รวมถึงได้แสดงบัญชีรายรับ-รายจ่าย เกี่ยวกับจำนวนเงินที่ได้รับเงินบริจาค ผ่านบัญชีธนาคารสำหรับนำมาใช้ในการก่อสร้างอุโบสถและได้ส่งมอบเอกสารชี้แจงดังกล่าวให้กับ  พระครูกิจติธรรมพินิจ  เจ้าคณะอำเภอกระบุรี  จังหวัดระนอง  และผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่  5  ตำบล จ.ป.ร.  อำเภอกระบุรีจังหวัดระนอง  ได้เก็บไว้เพื่อเป็นหลักฐานด้วย

ตนต้องขอกราบขอบพระคุณศาลที่เมตตารับฟังข้อเท็จจริงตามที่ได้ยื่นฟ้องไว้และเข้าใจเจตนาอันบริสุทธิ์ของตนเอง  โดยเฉพาะคณะเจ้าภาพที่ตั้งใจรวบรวมปัจจัยสำหรับนำมาสร้างโบสถ์ของวัดให้สำเร็จ เนื่องจากการก่อสร้างโบสถ์ก่อนหน้านี้ไม่มีความคืบหน้ามากว่า 6 ปี การก่อสร้างถูกปล่อยโบสถ์ทิ้งร้างไม่มีหลังคา  พระประธานในโบสถ์ ต้องตากแดดตากฝนมานาน ที่มีเพียงแค่โครงสร้างที่ก่อสร้างไว้โดยไม่มีการเขียนแบบและขออนุญาตใดๆจากทางราชการ   นายสุวิทย์ ระบุ