หน้าแรก ภูมิภาค ชาวปราจีนฯ บุ...

ชาวปราจีนฯ บุกศูนย์ราชการฯ ค้านรบ.เอาปราจีนบุรีเข้า EEC ลั่นปักหลักจนกว่า อนุทิน จะเซ็นยกเลิก

17.08.26 | 16:59 น.

ชาวปราจีนฯ บุกศูนย์ราชการ ค้านรบ.เอาปราจีนบุรีเข้า EEC รองผู้ว่าฯรุดไกล่เกลี่ยไม่เป็นผล ย้ำปักหลักจนกว่าอนุทินจะเซ็นยกเลิก

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 นายสุเมธ เหรียญพงษ์นาม, นายสุนทร คมคาย นักปกป้องสิทธิมนุษย์ด้านสิ่งแวดล้อม จาก “เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง จังหวัดปราจีนบุรี” และประชาชนในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี รวมตัวกันบริเวณด้านหน้าศูนย์ราชการจังหวัดปราจีนบุรี ตำบลไม้เค็ด อำเภอเมืองปราจีนบุรี เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC บรรยากาศบริเวณด้านหน้าศูนย์ราชการจังหวัดปราจีนบุรี มีประชาชนเดินทางมารวมตัวกัน พร้อมแสดงข้อความและป้ายเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนแนวทางการดำเนินงานที่อาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต ชุมชน สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรในพื้นที่


กลุ่มประชาชนยืนยันว่า การรวมตัวครั้งนี้เป็นการแสดงออกโดยสันติ เพื่อสะท้อนความคิดเห็นและข้อเรียกร้องไปยังหน่วยงานภาครัฐ พร้อมต้องการให้มีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างแท้จริง ก่อนเดินหน้าดำเนินโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ดูแลความเรียบร้อยบริเวณโดยรอบศูนย์ราชการฯ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและป้องกันผลกระทบต่อการสัญจร โดยสถานการณ์โดยรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

Advertisement

ทั้งนี้กลุ่มผู้ชุมนุมเตรียมยื่นข้อเรียกร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้ภาครัฐนำข้อเสนอและข้อกังวลของประชาชนไปพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยยืนยันว่าต้องการให้การพัฒนาพื้นที่เกิดขึ้นควบคู่กับการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนและสิ่งแวดล้อมในจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมทั้งเรียกร้องให้ผู้ว่าเซ็นหนังสือยกเลิก EEC จังหวัดปราจีนบุรี

บรรยากาศการเคลื่อนไหวของประชาชนในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี พบชายรายหนึ่งสวมหน้ากากเลียนแบบบุคคลที่มีลักษณะคล้ายผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมทั้งเขียนข้อความที่พุงว่า China คล้องพวงมาลัยเงินแบงก์พันปลอมพร้อมคล้องป้ายข้อความ “ผู้ว่า มีการขีดกากบาททัพคำว่าผู้ว่า ข้างล่างมีข้อความภารโรง โรงงานทุนจีน”

ก่อนแสดงพฤติกรรมโปรยธนบัตรลงบนพื้น ท่ามกลางประชาชนที่มาร่วมติดตามเหตุการณ์ โดยมีการใช้ถ้อยคำเปรียบเปรยทำนองว่า “ผู้ว่าคล้ายผู้ว่ารวยไม่ไหวแล้ว” การแสดงดังกล่าวมีลักษณะเป็นการสื่อเชิงสัญลักษณ์ เพื่อสะท้อนความไม่พอใจและตั้งข้อสังเกตต่อประเด็นโรงงานของกลุ่มทุนจีน และการบริหารจัดการของภาครัฐในพื้นที่ ขณะที่ข้อกล่าวหาหรือข้อสงสัยต่างๆ ยังจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ถูกพาดพิงต่อไป

ด้าน นายเฉลิมชัย กล้าหาญ ได้อ่านคำแถลงการณ์ และข้อเรียกร้องมีดังนี้ ตามที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) มีมติเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เห็นชอบในหลักการให้นำจังหวัดปราจีนบุรี เข้าสู่พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก หรือ EEC ทั้งที่ภาคประชาชนได้ยืนข้อคัดค้าน พร้อมทั้งเสนอข้อมูลและเหตุผลต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด แต่เสียงและข้อกังวลของประชาชนกลับไม่ได้รับการพิจารณาอย่างมีความหมาย

วันนี้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและประชาชนในนาม “เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง” จึงมา รวมตัวชุมนุม ณ ศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าของข้อเรียกร้อง และผลการเจรจากับรัฐบาลเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ซึ่ง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะตัวแทนรัฐบาล ได้ให้คำมั่นว่าจะนำข้อเรียกร้องของเครือข่าย ไปหารือกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบาย เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพื่อพิจารณาทบทวนและยกเลิกการขยาย EEC มายัง จังหวัดปราจีนบุรี ตามข้อเสนอของเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง เวลาผ่านมากว่า 45 วันแล้ว แต่ประชาชนยังไม่ได้รับคำตอบหรือเห็นความคืบหน้า ที่ชัดเจนจากรัฐบาล จึงจำเป็นต้องออกมาติดตามคำมั่นที่รัฐบาลได้ให้ไว้ และทวงถามความรับผิดชอบต่อข้อตกลงที่เกิดขึ้น

จากการเจรจากับประชาชนในนาม “เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง” พร้อมด้วยประชาชน 11,207 รายชื่อตามที่ได้ ยื่นต่อรัฐบาลแล้ว ขอประกาศยืนยันเหตุผลสำคัญ 6 ประการ ที่รัฐบาลต้องยุติการนำ จังหวัดปราจีนบุรีเข้าสู่ EEC ดังนี้

1.จังหวัดปราจีนบุรีมีศักยภาพและจุดแข็งด้านเกษตรอินทรีย์ การท่องเที่ยวเชิง สุขภาพ พื้นที่ต้นน้ำและป่าไม้ที่สำคัญ เช่น ติดอุทยานเห่งชาติเขาใหญ่ น้ำตก จำนวนมาก รวมถึงอุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นเศรษฐกิจฐาน ทรัพยากรได้

2.ที่ผ่านมาปราจีนบุรี ตังแต่ปี 2560 ภายหลังคําสั้ง คสช. ที่ 4/2559 เปิดทางให้โรงงานขยะ โรงหลอม และโรงไฟฟ้าเข้ามาตั้งได้ทุกสีผังเมือง ส่งผลให้เกิดโรงงาน 105 106 รวมถึงโรงหลอมจํานวนมากเข้ามาทั้งผิดและถูกกฎหมาย กระจายไปทัว โดยเฉพาะนักลงทุนจีน และเมื่อมี พ.ร.บ. EEC ในปี 2561 ปราจีนบรีกลายเป็น “หลังบ้าน EEC” โดยเฉพาะในฐานะแหล่งรองรับและกําจัดของเสียจากพื้นที่ อุตสาหกรรมหลักในภาคตะวันออก โดยไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ได้รับ ผลกระทบอย่างเป็นธรรม

3.การศึกษาความเหมาะสมขาดความรอบด้าน ใช้เวลาศึกษาเพียงไม่กี่เดือน ทั้งที่เป็น Ce นโยบายขนาดใหญ่ซึงจะส่งผลกระทบต่อประชาชนทังจังหวัด

4.กฎหมาย EEC ให้ความสําคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก เอื้อให้การ พัฒนาที่มุ่งตอบสนองผลประโยชน์ของกล่มทน มากกว่าการค้มครองสิงแวดล้อม สิทธิชมชน และวิถีชีวิตของประชาชนท้องถิน ทําให้ผลประโยชน์จากการพัฒนา ไม่ได้ตกแก่ประชาชนในพื้นที่โดยตรง

5.การขยาย EEC จะเร่งการกว้านซื้อที่ดินและเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ทําให้คนท้องถิ่นเสียงสุญเสียที่ดินทํากินและวิถีชีวิตดั้งเดิม

6.ความต้องการใช้นํ้าของภาคอตสาหกรรม นําไปส่การสร้างเชื่อนเพิ่มเติมในผืนป่า มรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ โดยอ้างเพื่อการเกษตร ก่อให้เกิดความสุูญเสียต่อ ป่าต้นนํ้า ความหลากหลายทางชี่วภาพ และคุณค่ามรดกโลกที่เป็นสมบัติของ คนไทยทุกคน

ด้วยเหตผลทัง 6 ประการนี้เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งขอประกาศไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ต่อการนำจังหวัคปราจีนบุรเข้าสู่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และขอเรียกร้องให้รัฐบาลและ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกยติกระบวนการนําจังหวัด ปราจีนบุรีเข้าู่ EEC และทบทวนมติเมื่อวนที 20 พฤษภาคม 2569

รัฐบาลต้องให้คำตอบอย่างเป็นทางการต่อข้อเรียกร้องของประชาชน เปิดเผยข้อมูลและ ผลการศึกษาที่ใช้ประกอบการตัดสินใจต่อสาธารณะ เละเปิดให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วน ร่วมอย่างแท้จริงในการกำหนดทิศทางการพัฒนาของจังหวัด ในขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่แล้ว ทั้งปัญหา มลพิษ กากอุตสาหกรรม การประกอบกิจการที่ผิดกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มี ประสิทธิภาพ รวมถึงการเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม ก่อนที่จะนำการขยายตัวทางอุตสาหกรรมรอบใหม่เข้ามาเพิ่มภาระให้แก่ประชาชนและทรัพยากรของ จังหวัดปราจีนบุรี

ทางผู้ชุมนุมรอฟังคำตอบจากรัฐบาลและคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ต่อข้อเรียกร้องที่ประชาชนได้ยื่นไว้ การพัฒนาที่แท้จริงต้องไม่ทำให้คนบางกลุ่มได้รับประโยชน์ ขณะที่ ประชาชนในพื้นที่ต้องเป็นผู้แบกรับต้นทุนจากการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ พื้นที่เกษตร สิทธิชุมชน และวิถีชีวิตของตนเอง ผืนดิน ป่าไม้ แหล่งน้า พื้นที่เกษตร และ วิถีชีวิตของคนปราจีนบุรี ไม่ควรถูกนำไปแลกกับ การพัฒนาที่ประชาชนไม่มีส่วนกำหนด ปราจีนบุรีไม่ใช่เพียงพื้นที่สำหรับรองรับการ ขยายตัวของอุตสาหกรรม แต่คือบ้านและอนาคตของผู้คนที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินนี้ พวกเราจึงเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการนำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าสู่ EEC รับฟังเสียงของ ประชาชน และเคารพสิทธิของคนปราจีนบุรีในการมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของบ้านเกิด ตนเอง เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง

และเวลา 11.00 น. ทางด้าน นายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี และ นายอำนาจ วิลาวัลย์ สว.จ.ปราจีนบุรี ได้เดินทางออกมาพูดคุยเพื่ออธิบายให้พี่น้องประชาชนที่มาชุมนุมอยู่ด้านหน้าได้รับฟัง ว่าทางด้านรัฐบาลได้รับเรื่องแล้ว และมีการยุตติในโครงการนี้แล้ว

แต่ยังไม่เป็นที่พอใจกับทางผู้ชุมนุม เนื่องจากว่าผู้ชุมนุมต้องการพูดคุยกับทางผู้ว่าราชการ จ.ปราจีนบุรี เพียงคนเดียว และให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ออกจดหมายเซ็นยับยั้งยุติยกเลิกให้จังหวัดปราจีนบุรีออกจาก EEC เท่านั้น ทาง ส.ส.ได้รับปากจะนำเรื่องการเซ็นยกเลิกโครงการ EEC เข้าพูดคุยกับท่านนายกฯ

ด้านผู้ชุมนุมยืนยันจะปักหลักและจะนอนอยู่ที่นี่ ขอให้ทางรองผู้ว่าราชการจังหวัด ช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องห้องน้ำ และถ้าหากฝนตกขอให้ผู้ชุมนุมเข้าไปหลบฝนด้านใน เพื่อรอเอกสารและลายเซ็นของทาง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี