หน้าแรก ภูมิภาค แหลมฉบัง เผยป...

แหลมฉบัง เผยปี 69 ลักลอบนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 3.5 ล้านกก. ย้ำตรวจเข้ม ไม่เป็นถังขยะโลก

26.08.26 | 16:59 น.

ศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานฯ ลุยตรวจตู้สินค้า เผยปี 2569 พบขยะอันตรายนำเข้ากว่า 3.5 ล้านกิโลกรัม

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ท่าเรือแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี นายภาณุ ลิ้มวงศ์ยุติ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง พร้อมด้วยผู้แทนจากกรมควบคุมมลพิษ และกรมโรงงานอุตสาหกรรมร่วมตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัย จำนวน 10 ตู้ จากการตรวจสอบข้อมูลงานข่าวและระบบบริหารความเสี่ยงของกรมศุลกากร โดยแบ่งออกเป็น 4 ตู้ ที่ท่าเรือบริษัท เคแอลเอ็น ซีพอร์ต จำกัด และอีก 6 ตู้ ที่ท่าเรือ D1D2D3 ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งตู้สินค้าทั้งหมดนำเข้าจากต่างประเทศ โดยสำแดงเป็นเศษเหล็ก (Metal Scrap) และเศษหรือของที่ใช้ไม่ได้ที่เป็นอะลูมิเนียม มีน้ำหนักสุทธิรวมประมาณ 202.89 ตัน คิดเป็นมูลค่าตามสำแดงประมาณ 12.39 ล้านบาท ปรากฏว่า บางตู้สินค้าพบเป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หรือวัสดุอื่นที่อาจเข้าข่ายเป็นของเสียอันตราย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตรวจสอบและวินิจฉัยตามอำนาจหน้าที่ ก่อนแจ้งผลให้กรมศุลกากรดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป


นายภาณุกล่าวว่า สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังพร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการตรวจสอบตู้สินค้าที่นำเข้ามาจากสหรัฐอเมริกา พบว่ามีทั้งที่ถูกต้องและผิดกฎหมาย ส่วนตู้สินค้าที่ผิดไปจากการสำแดงนำเข้าก็จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา ตรวจสอบพบว่ามีการลักลอบนำชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หรือวัสดุอื่นที่อาจเข้าข่ายเป็นของเสียอันตรายประมาณ 2 ล้านกิโลกรัม ส่วนปี 2569  มีการตรวจสอบพบแล้ว 3.5 ล้านกิโลกรัม ซึ่งสำนักงานศุลกากรจะตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพราะไม่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นถังขยะโลก เพราะหากปล่อยให้มีการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หรือวัสดุอื่นที่อาจเข้าข่ายเป็นของเสียอันตรายจะเป็นมลภาวะต่อชีวิตประชาชนคนไทย” นายภาณุกล่าว

Advertisement

นายภาณุกล่าวต่อว่า สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังได้ดำเนินมาตรการเฝ้าระวังและสกัดกั้นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับขยะอันตรายตามอนุสัญญาบาเซลอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปี พ.ศ.2568-2569 จากการประสานข้อมูลของเครือข่ายปฏิบัติการบาเซล (Basel Action Network : BAN) มีการแจ้งเฝ้าระวังตู้สินค้าต้องสงสัยจำนวน 717 ตู้ และสามารถตรวจยึดได้ 81 ตู้ ขณะที่การเฝ้าระวังจากข้อมูลการข่าวและระบบบริหารความเสี่ยงของกรมศุลกากร สามารถตรวจยึดได้อีก 174 ตู้ รวมเป็น 255 ตู้คอนเทนเนอร์