หน้าแรก ภูมิภาค นิพนธ์ เบรกเก...

นิพนธ์ เบรกเกมม็อบ จะนะ ลั่นต้องเคารพ SEA ชี้ผ่านฟังความเห็น 7,000 คน – ครม.รับทราบแล้ว ย้ำโรงงานต้องเดินตาม EIA อย่ามองข้ามเสียงสังคม

29.08.26 | 15:29 น.

นิพนธ์ เบรกเกมม็อบ จะนะ ลั่นต้องเคารพ SEA ชี้ผ่านฟังความเห็น 7,000 คน – ครม.รับทราบแล้ว ย้ำโรงงานต้องเดินตาม EIA อย่ามองข้ามเสียงสังคม

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคมปมร้อนโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จ.สงขลา กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังปรากฏความเคลื่อนไหวจากภาคประชาชน 2 ฝ่ายที่มีจุดยืนแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยฝ่ายหนึ่งเตรียมเดินหน้าคัดค้าน ขณะที่อีกฝ่ายประกาศระดมมวลชนสนับสนุนโครงการ ท่ามกลางการเตรียมความพร้อมรับการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร ในพื้นที่ จ.สงขลา


รายงานความเคลื่อนไหวในพื้นที่ระบุว่า เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น ซึ่งมีจุดยืนคัดค้านโครงการ เตรียมจัดเวทีเสวนาครั้งใหญ่ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ในวันที่ 30 สิงหาคมนี้ เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประเมินสถานการณ์ ก่อนพิจารณาท่าทีว่าจะเดินหน้ายื่นหนังสือคัดค้านต่อนายกรัฐมนตรีในช่วงการประชุม ครม.สัญจรหรือไม่

ขณะเดียวกัน กลุ่มชุมชนจะนะต้นแบบ ซึ่งมีจุดยืนสนับสนุนโครงการ เตรียมระดมประชาชนประมาณ 500-1,000 คน เพื่อยื่นหนังสือสนับสนุนโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะต่อศูนย์ดำรงธรรมส่วนหน้าในวันที่ 1 กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่คณะรัฐมนตรีมีกำหนดประชุมในพื้นที่ โดยกลุ่มดังกล่าวยืนยันว่า การสนับสนุนโครงการไม่ได้หมายถึงการเปิดทางให้การพัฒนาเดินหน้าโดยปราศจากเงื่อนไข แต่ต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาอย่างแท้จริง และหากไม่เป็นไปตามเงื่อนไข ก็พร้อมเปลี่ยนจุดยืนจากฝ่ายสนับสนุนเป็นฝ่ายคัดค้าน

ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นทำให้โครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะกำลังกลายเป็นจุดปะทะทางความคิดระหว่าง “การพัฒนาเศรษฐกิจ” กับ “การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตชุมชน” อีกครั้ง โดยทั้งสองฝ่ายต่างยืนยันว่ากำลังสะท้อนเสียงของประชาชนในพื้นที่ ขณะที่รัฐบาลต้องเผชิญโจทย์สำคัญในการบริหารความเห็นต่างไม่ให้ลุกลามไปสู่ความขัดแย้งบนท้องถนน

Advertisement

ด้านนายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แสดงจุดยืนว่า ไม่เห็นด้วยกับการจัดม็อบไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสนับสนุนหรือฝ่ายคัดค้าน โดยเห็นว่าประเด็นสำคัญควรกลับมาอยู่ที่การเคารพกระบวนการที่ดำเนินการมาแล้ว โดยเฉพาะการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ SEA (Strategic Environmental Assessment)

นายนิพนธ์ระบุว่า การจัดทำ SEA โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ใช้ระยะเวลาศึกษาร่วมประมาณ 4 ปี ใช้งบประมาณเกือบ 30 ล้านบาท และมีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกว่า 7,000 คน มากกว่า 50 เวที ก่อนที่ผลการศึกษาจะเข้าสู่กระบวนการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นเจ้าของงบประมาณและผู้ว่าจ้าง ได้นำเสนอผลการศึกษาเข้าสู่คณะรัฐมนตรี และ ครม.ได้ให้ความเห็นชอบเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ตามข้อมูลที่นายนิพนธ์ระบุ

“วันนี้เราต้องเคารพ SEA เพราะผ่านการฟังความเห็นทุกฝ่ายและผ่านการรับทราบของ ครม.แล้ว” นายนิพนธ์กล่าว พร้อมย้ำว่า การกำหนดทิศทางการพัฒนาพื้นที่ควรยึดกระบวนการที่ผ่านการศึกษาและการมีส่วนร่วม ไม่ควรปล่อยให้การเผชิญหน้าของมวลชนกลายเป็นเครื่องมือกำหนดอนาคตของพื้นที่

อย่างไรก็ตาม นายนิพนธ์ย้ำว่า การผ่านกระบวนการ SEA ไม่ได้หมายความว่าโรงงานทุกประเภทจะสามารถเข้ามาตั้งในพื้นที่ได้โดยอัตโนมัติ เพราะการอนุญาตโครงการแต่ละประเภทต้องเป็นไปตามกฎหมายและเงื่อนไขที่กำหนด โดยเฉพาะโครงการที่เข้าข่ายต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA (Environmental Impact Assessment) ซึ่งต้องผ่านกระบวนการประเมินผลกระทบก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการอนุญาต

“ส่วนใครจะไปทำโรงงานประเภทไหนต้องทำ EIA มีกฎหมายกำหนดไว้ ต้องเคารพสังคมส่วนรวมด้วย” นายนิพนธ์กล่าว

จุดยืนดังกล่าวสะท้อนว่า แม้จะมีการกำหนดทิศทางการพัฒนาพื้นที่ผ่าน SEA แล้ว แต่ไม่ได้เป็นใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินโครงการอุตสาหกรรมได้โดยไม่มีเงื่อนไข ทุกโครงการยังต้องถูกพิจารณาตามประเภท ขนาด และผลกระทบ รวมถึงต้องปฏิบัติตามกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ทั้งฝ่ายคัดค้านและฝ่ายสนับสนุนเตรียมเคลื่อนไหวในช่วงเดียวกับการประชุม ครม.สัญจร จ.สงขลา ประเด็นนิคมอุตสาหกรรมจะนะจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการลงทุนหรือการก่อสร้างโรงงาน แต่กลายเป็นโจทย์ทางการเมืองที่รัฐบาลต้องบริหารทั้งความคาดหวังด้านเศรษฐกิจและความกังวลของประชาชนควบคู่กัน

ฝ่ายคัดค้านยังมีคำถามเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีชีวิต ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนมองเห็นโอกาสด้านการลงทุน การจ้างงาน และการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ก็ยอมรับว่าการพัฒนาจะต้องเปิดพื้นที่ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม มิฉะนั้นอาจนำไปสู่การเปลี่ยนจุดยืนได้

ดังนั้น สมรภูมิจะนะในรอบนี้จึงไม่ควรถูกตีกรอบเพียงว่าเป็นการเผชิญหน้าระหว่าง “ม็อบหนุน” กับ “ม็อบค้าน” หากแต่เป็นบททดสอบสำคัญของกระบวนการพัฒนาพื้นที่ว่า จะสามารถสร้างสมดุลระหว่างการลงทุนกับการรักษาสิ่งแวดล้อม และระหว่างการตัดสินใจของภาครัฐกับการมีส่วนร่วมของประชาชนได้มากน้อยเพียงใด

สิ่งที่ทุกฝ่ายต้องเผชิญร่วมกันคือคำถามว่า หากจะเดินหน้าการพัฒนา จะเดินหน้าอย่างไรให้ประชาชนเชื่อมั่น และหากมีข้อกังวลหรือข้อคัดค้าน จะมีกระบวนการใดรองรับให้สามารถตรวจสอบและเสนอความเห็นได้อย่างเป็นระบบ

นายนิพนธ์จึงย้ำหลักการสำคัญว่า ไม่ว่าฝ่ายใดจะสนับสนุนหรือคัดค้าน การพัฒนาต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ต้องเคารพกระบวนการ SEA และสำหรับโครงการที่เข้าข่ายต้องจัดทำ EIA ก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนอย่างครบถ้วน พร้อมคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนและสังคมโดยรวม

เพราะท้ายที่สุดแล้ว อนาคตของจะนะไม่ควรถูกตัดสินด้วยจำนวนคนบนท้องถนน หรือเสียงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว หากแต่ต้องวัดกันที่ความโปร่งใสของกระบวนการ ความชอบด้วยกฎหมาย ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และการยอมรับจากประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง