หาดใหญ่โพล ความเชื่อมั่นของประชาชน 14 จังหวัดใต้ “วูบ” ของแพง รายได้ลด หนี้สินเพิ่ม ท่องเที่ยวซบเซา ความเครียดสะสม ปัญหาสังคมบาน “วอน”รัฐบาล เปิดสายด่วนสุขภาพจิต ลดค่าน้ำมัน-แก๊สหุงต้ม กระตุ้นท่องเที่ยวชุมชน
เมื่อวันที่ 1 กันยายน ผศ.ดร.วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนใน 14 จังหวัดภาคใต้ 420 ตัวอย่าง ด้านเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวมเดือน ส.ค. “ปรับตัวลดลง” เมื่อเปรียบเทียบเดือน ก.ค.
“จากสาเหตุหลายปัจจัย ที่สำคัญผลกระทบสะสมจากราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สูงต่อเนื่องตลอดทั้งเดือน ส.ค. ผลกระทบแบบลูกโซ่ ทำให้ต้นทุนสินค้าและบริการเกือบทุกประเภทสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางเป็นอย่างมาก ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นมี
ผศ.ดร.วิวัฒน์กล่าวว่า“ค่าครองชีพสูง (ของแพงขึ้น) : เนื่องจากต้นทุนทุกอย่าง ทั้งค่าขนส่ง ค่าวัตถุดิบพุ่งสูงขึ้นมาก ทำให้พ่อค้าแม่ค้าต้องขึ้นราคาสินค้า ทั้งข้าวของเครื่องใช้ แก๊สหุงต้ม อาหารการกิน ชาวบ้านต้องจ่ายเงินมากขึ้น แต่ได้ของเท่าเดิมหรือน้อยลง การแก้ปัญหาของรัฐบาล ช่วยพยุงราคาโดยใช้เงินกองทุนมาอุดหนุนราคามันดีเซลและค่าก๊าซหุงต้ม
“ออกโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 โครงการธงฟ้าราคาประหยัด รถเร่ขายของ (รถพุ่มพวง) การตรึงราคาสินค้า ตัดวงจรพ่อค้าคนกลาง ซึ่งการช่วยเหลือของภาครัฐสามารถช่วยประชาชนได้ในระดับหนึ่ง แต่เมื่อประชาชนไม่มีเงินจะจ่ายหรือเงินหมด กลับมาลำบากเช่นเดิม”
ผศ.ดร.วิวฒน์กล่าวว่ารายได้ลด หนี้สินเพิ่ม (ชักหน้าไม่ถึงหลัง) บริษัท ร้านค้าจำนวนมากแบกต้นทุนไม่ไหว ต้องลดโอที และเลิกจ้างพนักงาน ทำให้ประชาชนมีรายได้ลดลงอย่างมาก เงินออมที่เคยมีก็หมดไป ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาใช้จ่ายในครอบครัว ทั้งค่าน้ำมัน ค่ากินอยู่ หนี้สินจึงเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ให้ธนาคารของรัฐช่วยพักหนี้แก่เกษตรกรและผู้ค้ารายย่อย และออกโครงการให้กู้เงินฉุกเฉินดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้ชาวบ้านเอาไปหมุนเวียน ซึ่งช่วยได้ในช่วงแรก แต่เมื่อรายได้ยังคงลดลง ไม่มีเงินผ่อนส่งธนาคารก็จะทำให้หนี้สินพอกพูนมากขึ้น”
ผศ.ดร.วิวัฒน์กล่าวว่าการท่องเที่ยวซบเซา (รายได้หาย) จากราคาน้ำมันและค่าตั๋วโดยสารแพงขึ้น ช่วงฤดูฝนทำให้นักท่องเที่ยวน้อยลง ส่งผลให้ผู้ประกอบการและชาวบ้านที่พึ่งพาการท่องเที่ยวมีรายได้ลดลงอย่างมาก ให้ธนาคารปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับร้านอาหาร โฮมสเตย์ หรือบริษัททัวร์ จำนวนนักท่องเที่ยว คือ สิ่งผู้ที่ประกอบอาชีพและหารายได้จากการท่องเที่ยวต้องการที่สุด
ผศ.ดร.วิวัฒน์กล่าวว่าความเครียดสะสม อาชญากรรมพุ่ง (สังคมมีปัญหา) ประชาชนมีความเครียดจากปัญหาปากท้อง หนี้สิน ทำให้คนไม่ค่อยมีความสุข อาชญากรรม การลักเล็กขโมยน้อยเพิ่มขึ้น ยาเสพติดระบาดมากขึ้น
“รัฐบาล เปิดสายด่วนสุขภาพจิตให้คนโทรไปปรึกษา ให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านลงพื้นที่เยี่ยมเยียนพูดคุยให้กำลังใจชาวบ้าน ให้ตำรวจเพิ่มสายตรวจ ออกลาดตระเวน ตั้งด่านตรวจ เป็นต้น มาตรการดังกล่าวของภาครัฐ แม้จะช่วยประชาชนได้บ้าง แต่ก็เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งปัญหาหลักของประชาชน คือ มีรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย
ประชาชนคาดหวังและความต้องการ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ต่ออายุโครงการช่วยเหลือค่าครองชีพ ระยะที่ 2 ต.ค.-ธ.ค.69 อาจจะปรับเปลี่ยนเป็นโครงการ “คนละครึ่งพลัส” และให้เพิ่มวงเงินใช้จ่ายต่อวันจากเดิมไม่เกิน 200 บาท เป็น 300-400 บาทต่อวัน ขอให้รัฐเพิ่มเงินสมทบช่วยจ่ายจากเดิม 1,000 บาท เป็น 1,500 บาทต่อเดือน เพื่อให้สอดคล้องกับราคาสินค้าที่แพงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ชาวบ้านมีกำลังซื้อสินค้าได้มากขึ้น และช่วยให้ร้านค้าเล็ก ๆ ในชุมชนมีเงินหมุนเวียน
ผศ.ดร.วิวัฒน์กล่าวว่าเร่งแก้ปัญหาบัตรคนจน (บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) อย่างเร่งด่วน ชาวบ้านต้องการให้รัฐบาลส่งเจ้าหน้าที่รัฐลงพื้นที่ตรวจสอบความเดือดร้อนของชาวบ้านจริง ๆ ไม่ใช่พึ่งพาแค่ข้อมูลในคอมพิวเตอร์ที่อาจมีข้อผิดพลาด ทำให้คนจนที่เดือดร้อนจริงถูกตัดสิทธิ และขอให้ภาครัฐรีบดึงคนกลุ่มนี้กลับเข้าระบบเพื่อให้มีเงินประทังชีวิตในแต่ละเดือน
ผศ.ดร.วิวัฒน์กล่าวว่าช่วยลดค่าน้ำมันและก๊าซหุงต้มแบบตรงจุด โดยให้ทำเป็น “คูปองส่วนลด” แจกให้เฉพาะกลุ่มที่เดือดร้อนและจำเป็นจริง ๆ เช่น มอเตอร์ไซค์รับจ้าง รถสองแถว พ่อค้าแม่ค้า และเกษตรกร เพื่อให้คนกลุ่มนี้ลดต้นทุนลง เพื่อจะได้ไม่ต้องไปผลักภาระจนต้องขึ้นราคาสินค้าและบริการกับชาวบ้าน มีโครงการช่วยออกค่าใช้จ่ายในการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านให้ประชาชนและร้านค้าเล็ก ๆ เพื่อให้ผลิตไฟฟ้าใช้เองได้
“กระตุ้นการท่องเที่ยวชุมชน โดยการจัดแคมเปญกระตุ้นให้คนไปเที่ยวชุมชน รวมถึงสนับสนุนการซื้อสินค้าและใช้บริการในชุมชน อาทิ ร้านอาหาร ร้านขายของฝาก โฮมสเตย์ และกิจกรรมการท่องเที่ยวชุมชน เพื่อให้ชุมชนมีรายได้และเกิดการจ้างงานในชุมชน”


