ผอ.ศิลปากรฯ ชี้ วัตถุโบราณจากหลุมศพ ไม่ใช่ของมงคล เป็นสิ่งของที่อุทิศให้ผู้ตาย ควรรักษาไว้เพื่อการศึกษา
วันที่ 3 กันยายน นายพงศ์ธร เพียงแก้ว ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 4 ลพบุรี กล่าวถึงโบราณวัตถุที่ขุดพบในแหล่งโบราณคดีบ้านหนองปลาไหล ต.วังใหญ่ อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ ว่า วัตถุโบราณเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมเกี่ยวกับผู้ตายในอดีต และเป็นสิ่งของที่ถูกอุทิศไว้ให้กับผู้เสียชีวิต ไม่ใช่สิ่งของที่มีความหมายในลักษณะเครื่องรางหรือของมงคลตามความเข้าใจของคนในปัจจุบัน
นายพงศ์ธรอธิบายว่า หากมองในมิติของความเชื่อ วัตถุที่ถูกฝังร่วมกับศพก็คือ “สิ่งของของคนตาย” ซึ่งในสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความเชื่อและการไม่ลบหลู่ แม้วัตถุบางชิ้นจะมีความสวยงามหรือมีอายุเก่าแก่ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นของมงคลสำหรับผู้ที่นำไปครอบครอง ตรงกันข้าม วัตถุเหล่านี้มีคุณค่าอย่างแท้จริงในฐานะหลักฐานที่จะช่วยให้นักโบราณคดีศึกษาความเชื่อ วิถีชีวิต และพิธีกรรมของผู้คนในอดีต
“จริง ๆ มันคือของผีของคนตาย การเอาของผีเอามาประดับ คงไม่ได้เป็นของมงคล มันอาจจะดูสวยงาม อาจจะมีความเก่า แต่เป็นของคนที่เสียชีวิตแล้ว เป็นของผู้ตาย” นายพงศ์ธรกล่าว พร้อมเห็นว่า การสื่อสารเรื่องนี้กับประชาชนควรใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้เกิดความตระหนัก และไม่สนับสนุนการนำวัตถุโบราณจากแหล่งโบราณคดีออกมาเก็บหรือซื้อขาย

นายพงศ์ธร กล่าวว่า ในหลักการ เมื่อประชาชนพบวัตถุโบราณที่มีคุณค่าทางวิชาการ ควรแจ้งและนำส่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบตรวจสอบ เพราะคุณค่าที่แท้จริงไม่ได้อยู่เพียงที่ตัววัตถุ แต่รวมถึงบริบทที่พบ ว่าถูกพบที่ใด อยู่ร่วมกับหลักฐานอะไร และเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมหรือการดำรงชีวิตของผู้คนในยุคนั้นอย่างไร
“หากวัตถุถูกนำออกจากแหล่ง โดยไม่ทราบบริบท ข้อมูลทางโบราณคดีส่วนสำคัญก็อาจสูญหายไปพร้อมกัน” นายพงศ์ธรกล่าว และว่า พร้อมแสดงความขอบคุณประชาชนในพื้นที่ที่ส่งมอบโบราณวัตถุที่ขุดพบบางส่วนให้เป็นสมบัติของส่วนรวม เพื่อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 3 กันยายน นายกกชัย ฉายรัศมีกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ลงพื้นที่พร้อมคณะตรวจสอบแหล่งโบราณคดีบ้านหนองปลาไหล ต.วังใหญ่ อ.วิเชียรบุรี พร้อมกล่าวว่า พบร่องรอยพื้นที่ถูกลักลอบขุดเป็นจำนวนมาก โดยผู้เชี่ยวชาญได้สำรวจแล้ว สันนิษฐานว่าแหล่งดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับพื้นที่ฝังศพของคนในอดีต เนื่องจากพบหลักฐานทั้งฟัน กระดูกช้าง และลูกปัดจำนวนมาก ซึ่งจะต้องให้ผู้เชี่ยวชาญศึกษาต่อเพื่อยืนยันความสำคัญทางโบราณคดี
นายกกชัยกล่าวอีกว่า ส่วนคดีทางสำนักศิลปากรที่ 4 ลพบุรี ได้แจ้งความเพื่อให้ติดตามกลุ่มคนลักลอบขุดมาดำเนินคดีแล้ว ทั้งนี้ ตนได้กำชับผู้นำท้องถิ่นและประชาชนให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบการลักลอบขุดค้นหรือเบาะแสเกี่ยวกับการลักลอบนำโบราณวัตถุออกจากแหล่ง ให้รีบแจ้งหน่วยงานรัฐเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ โดยเห็นว่าการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการปกป้องแหล่งโบราณคดีในพื้นที่



