คดีสิ้นสุดแล้ว กรมเจ้าท่าขีดเส้นตาย รื้อโฮมสเตย์เกาะยอ 15 หลังในสิ้นเดือนก.ย. ลุยต่อพื้นที่บ้านท่าเสา ป.ป.ช.ติดตามคดี หวังคืนพื้นที่ทะเลสาบสงขลา
เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ที่จ.สงขลา จากกรณีปัญหาการรื้อถอนโฮมสเตย์และสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำน้ำในทะเลสาบสงขลา พื้นที่ ต.เกาะยอ อ.เมืองสงขลา แม้ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างผิดกฎหมาย 15 หลังโดยมีปัญหานี้ยืดเยื้อมาหลายปี
ล่าสุด นายบัณฑิต คณะสุวรรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ประจำจังหวัดสงขลา กล่าวว่า กรมเจ้าท่าอยู่ระหว่างเร่งให้เจ้าของสิ่งปลูกสร้างดำเนินการรื้อถอนด้วยตนเองโดยพิจารณาขยายเวลาออกไปถึงสิ้นเดือนกันยายน หากพ้นกำหนดแล้วผู้ประกอบการยังไม่ดำเนินการรื้อถอน สำนักงานเจ้าท่าภุมิภาค สาขาสงขลาจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ทั้งนี้สำนักงานป.ป.ช. ประจำจังหวัดสงขลา ยังคงติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลและรักษาประโยชน์สาธารณะของทะเลสาบสงขลา และจะติดตามการบังคับใช้กฎหมายและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำลำน้ำอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลและรักษาประโยชน์สาธารณะ โดยจะประสานความร่วมมือกับสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาสงขลา และหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องในการกำกับดูแลกระบวนการรื้อถอนโฮมสเตย์ทั้ง 15 หลังในพื้นที่เกาะยอให้เป็นไปตามกรอบเวลา
รวมทั้งเร่งรัดการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับสิ่งปลูกสร้างผิดกฎหมายรายใหม่ในพื้นที่อื่นๆ เช่น บ้านท่าเสา อ.สิงหนคร เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาการรุกล้ำน้ำขยายตัวลุกลามตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นว่าภาครัฐจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดโปร่งใสและเป็นธรรม

“สำหรับการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำลำน้ำ พื้นที่บ้านท่าเสา หมู่ที่ 1 และ 2 ต.สทิงหม้อ อ.สิงหนคร จ.สงขลา ซึ่งได้รับการร้องเรียนว่ากำลังมีการก่อสร้างเพิ่มมากขึ้น สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาสงขลา ชี้แจงว่าจากการตรวจสอบ ยังไม่สามารถตรวจสอบจำนวนสิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำลำแม่น้ำที่ไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากมีอุปสรรคปัญหาด้านการตรวจสอบที่ต้องใช้เรือขนาดเล็กในการสำรวจ ซึ่งบริเวณที่ปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ำแม่น้ำมีความตื้นเขิน โดยต้องวางแผนเตรียมเรืองบประมาณและเชื้อเพลิงบูรณาการหน่วยงานทางทะเลที่เกี่ยวข้อง พร้อมสร้างเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ ทั้งนี้ประชาชนในพื้นที่ไม่มีผู้ใดยอมรับว่าเป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองสิ่งล่วงล้ำแม่น้ำดังกล่าว จึงอยู่ระหว่างการดำเนินการรวบรวมข้อมูลซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน

