ลุงแหวน แจ้งความวัดป่าอดุลยาราม จี้ตรวจสอบ 4 ข้อ ปมตั้งวัด-เจ้าอาวาส โดยมิชอบ เดินหน้าฟ้องให้การโอนที่ดินเป็นการโอนโดยมิชอบ
วันที่ 18 กันยายน ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น นายวรเดช ชัยเดชบุญชู (นามสกุลเดิม ช่างบุ) อายุ 68 ปี อดีตที่ปรึกษาทางกฎหมายกลุ่มของนางสาวชมมณี น้อยจันทร์ หรือ ป้าดา ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ ร.ต.อ. ปธานิน เพชรตะกั่ว รอง สว. (สอบสวน) สภ.เมืองขอนแก่น โดยร้องทุกข์กล่าวโทษว่า วัดป่าอดุลยาราม จ.ขอนแก่น มีเอกสารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย 4 ฉบับ ได้แก่ 1.ใบตราตั้งเจ้าอาวาสวัดเมื่อปี 2535 2.ใบเลื่อนสมณศักดิ์เจ้าอาวาสวัดเป็นพระครูเมื่อปี 2562 3.ประกาศตั้งวัดเมื่อปี 2541 และ 4.ผังที่ตั้งวัดพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 12 รายการ เมื่อปี 2541
นายวรเดช กล่าวว่า จากการตรวจสอบของตนเองในฐานะอดีตผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้พบความไม่ถูกต้องใน 4 ประเด็นดังกล่าว ซึ่งแสดงว่ามีการตั้งเจ้าอาวาสวัด เมื่อปี 2535 และเจ้าอาวาสวัดรูปดังกล่าวได้ใช้ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะตั้งเจ้าอาวาสวัดหรือมีเจ้าอาวาสก่อนตั้งวัด เมื่อปี 2541 และเจ้าอาวาสวัดรูปดังกล่าวได้ใช้ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปขอเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครู เมื่อปี 2562 ฉะนั้นการเลื่อนสมณศักดิ์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย มีคนยัดใส่ในการเสนอเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครู

นายวรเดช กล่าวว่า นอกจากนี้พบอีกว่า ผังที่ตั้งวัดเมื่อปี 2541 มีสิ่งปลูกสร้างตามผัง 12 รายการ แต่พบว่าในพื้นที่จริงไม่มีสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจริง ดังนั้น ประกาศตั้งวัดเมื่อปี 2541 จึงมิชอบด้วยกฎหมาย เพราะมีคนยัดไส้เสนอมหาเถรสมาคมว่า มีสิ่งปลูกสร้างตามผังที่ตั้งวัด 12 รายการ แต่ข้อเท็จจริงไม่พบว่ามีสิ่งปลูกสร้างจริงในพื้นที่จริง จึงเป็นการแสดงผังที่ตั้งวัดอันเป็นเท็จเสนอมหาเถรสมาคม ให้อนุมัติประกาศตั้งวัดเมื่อปี 2541 ดังนั้น ประกาศตั้งวัดจึงมิชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน
นายวรเดช กล่าวต่อว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามที่กล่าวมา คณะทายาทของนายเฮียง พิมพ์ศรี โดยนางบัวไข สรสมุทร ในฐานะผู้จัดการมรดก จึงขอยกที่ดินเพื่อสร้างวัดตามเจตจำนงของนายเฮียง พิมพ์ศรี ตามแนวทางนี้คือ นายเฮียง พิมพ์ศรี ได้แสดงความจำนงไว้ว่า ยกโฉนดที่ดิน 21 สร้างวัดและเมื่อสร้างวัดเสร็จแล้วจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้วัด จากความประสงค์ดังกล่าว จึงพบว่า นายเฮียง พิมพ์ศรี ไม่ได้ยกที่ดินให้วัด เพราะกรณีนี้ที่ดินจะตกเป็นที่ธรณีสงฆ์ตั้งแต่วันยกให้วัด เหตุผลสนับสนุนข้อนี้คือ ในวันที่นายเฮียง ยกให้เมื่อปี 2533 นั้น ยังไม่มีวัด จึงยังยกให้วัดไม่ได้ และที่ดินที่นายเฮียง ยกให้ ไม่ใช่ที่ธรณีสงฆ์ เพราะที่ธรณีสงฆ์ต้องเป็นที่คนละแปลงกับที่ตั้งวัด แต่ในกรณีนี้เป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ตั้งวัด จึงเป็นการยกให้เพื่อใช้เป็นที่ตั้งวัด ไม่ใช่ยกให้เป็นที่ธรณีสงฆ์

นายวรเดช กล่าวอีกว่า การที่นายเฮียง ระบุว่าจะยกให้เมื่อสร้างวัดแล้วเสร็จเท่านั้น ดังนั้น โฉนดที่ดินของนายเฮียง จึงเป็นการยกโฉนดที่ดิน 21 ไร่ เพื่อใช้เป็นที่ตั้งวัดและเมื่อวัดเสร็จจะโอนโฉนดที่ดินให้วัด และพบว่าปัจจุบัน) วัดยังตั้งไม่แล้วเสร็จ เพราะจากประกาศตั้งวัดเมื่อปี 2541 นั้น พบว่าในผังที่เสนอตั้งวัดนั้นมีสิ่งปลูกสร้าง 12 รายการ แต่ข้อเท็จจริงพบว่าในปี 2541 พื้นที่จริงไม่มีสิ่งก่อสร้างตามผังที่ตั้งวัดดังกล่าว จึงเป็นใบประกาศตั้งวัดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทายาทจึงยังไม่มีการโอนโฉนดที่ดินเรื่องมาถึงวันที่ 15 กันยายน 2569 แต่พอถึงวันที่ 16 กันยายน 2569 ก็มีการโอนที่ดินของคุณพ่อโดยที่ทายาทไม่ยินยอมและมีการโอนโดยไม่ต้องอาศัยทายาทเป็นการโอนโดยมิชอบ เพราะวัดยังตั้งวัดมิชอบด้วยกฎหมาย และคำพิพากษาฎีกา อ.2264/2538 ทั้งนี้ กรณีมีการจดทะเบียนสมรส ระหว่างนายเฮียงกับนางนาง ก็จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้น การยกกรรมสิทธิ์ให้จึงต้องให้แม่นางลงชื่อยินยอมด้วย และเมื่อแม่นางเสียชีวิต ดังนั้น ผู้จัดการมรดกจึงต้องลงชื่อยินยอมด้วย และกรณีการเข้าไปในที่ดินที่เป็นของผู้จัดการมรดกที่ยังไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์จึงไม่มีความผิด
สำหรับกรณีคำพิพากษาแล้วนั้น คณะทายาทโดยผู้จัดการมรดก จะยื่นคำร้องต้องต่อศาลขอให้ศาลพิจารณารื้อคดีใหม่ เนื่องจาก ในการสู้ที่ผ่านมานั้น ทั้งเจ้าอาวาสวัดและวัดไม่ชอบด้วยกฎหมาย คือ เจ้าอาวาสวัดไม่ชอบด้วยกฎหมาย และวัดยังเป็นวัดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นเมื่อโจทก์หรือจำเลยเป็นบุคคลที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงไม่อยู่ในขบวนการพิจารณาคดีของศาล จึงขอให้ศาลรื้อคดีใหม่ และกรณีมีการโอนโฉนดที่ดินแล้วเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 นั้น เป็นการโอนโดยที่ผู้รับโอนไม่ชอบด้วยกฎหมาย คือ ใบประกาศตั้งวัดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นจึงต้องดำเนินการฟ้องให้การโอนที่ดิน เป็นการโอนโดยมิชอบต่อไป


