หน้าแรก ภูมิภาค กาฬสินธุ์ผวา ...

กาฬสินธุ์ผวา เจอหมอคางดำเพิ่ม-แม่ปลาอุ้มไข่พร้อมแพร่พันธุ์ ชาวบ้านห่วงรัฐคุมไม่ทัน ระบาดลำน้ำสาขา 

22.09.26 | 17:46 น.

กาฬสินธุ์ผวา เจอหมอคางดำเพิ่ม แม่ปลาอุ้มไข่พร้อมแพร่พันธุ์ ชาวบ้านห่วงรัฐคุมไม่ทัน ระบาดลำน้ำสาขา  จับตาผู้ว่าฯจะประกาศพื้นที่ภัยพิบัติหรือไม่

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 รายงานปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ที่เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ ยังถือเป็น สัญญาณอันตราย หลังเจ้าหน้าที่ประมงรายงานการพบ ปลาหมอคางดำ แล้วจำนวน 111 ตัว ที่ได้สร้างความหวั่นวิตกให้กับชาวบ้านและชาวประมงในพื้นที่ ที่ต่างจับตามองอนาคตของแหล่งน้ำสำคัญด้วยความไม่สบายใจ ล่าสุดที่บริเวณสปิลเวย์เขื่อนลำปาว ซึ่งปิดน้ำมาตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน เพื่อกักเก็บน้ำช่วงปลายฤดูฝน กลับพบว่าชาวประมงพื้นบ้านออกหาปลาบางตาผิดปกติ เมื่อสอบถามจึงทราบสาเหตุ ปลาลดจำนวนลงอย่างมากเมื่อเทียบกับทุกปีที่ผ่านมา จนหลายคนต้องออกไปหาปลาตามแหล่งอื่นแทน


นายอนุชา ไกรคำ อายุ 56 ปี ชาวประมงพื้นบ้านบ้านป่ากล้วย ต.ลำปาว อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ตนได้ติดตามข่าวปลาหมอคางดำและทราบว่าในเขื่อนลำปาว มีการพบปลาหมอคางดำในบริเวณ 3 จุดทางตอนเหนือของเขื่อนลำปาว ได้แก่ บ้านคำเขื่อนแก้ว ต.สำราญใต้ อ.สามชัย, บ้านนาอวน ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี และบ้านท่าเรือ ต.ภูสิงห์ อ.สหัสขันธ์ รวมจำนวนกว่า 111 ตัว และจุดที่พบมากที่สุดคือบ้านคำเขื่อนแก้ว ตรงนี้คือการยืนยันชัดเจนว่าปลาหมอคางดำแพร่ระบาดในเขื่อนลำปาวแล้วอย่างสิ้นเชิง จึงเกรงว่าหากภาครัฐควบคุมไม่ทัน อาจลุกลามรอบเขื่อน หรือหลุดรอดลงสู่พื้นที่ตอนล่างตามลำน้ำสาขา ครอบคลุม อ.เมือง อ.ยางตลาด อ.กมลาไสย และ อ.ร่องคำ

“นายอนุชาได้ยังเล่าประสบการณ์ตรงจากช่วงที่ทำงานอยู่ จ.นครปฐม ในยุคที่ปลาชนิดนี้ระบาดหนักในภาคกลาง โดยใช้ตาข่ายจับได้ครั้งละมากๆ ชาวบ้านสมัยนั้นเรียกมันว่า “ปลานิลน้อย” ก่อนจะรู้ภายหลังว่าคือ “ปลาหมอคางดำ” ตัวการที่แพร่พันธุ์เพราะคนไม่นิยมกินเป็นอาหาร แม้ปลาชนิดนี้จะชอบน้ำกร่อย น้ำนิ่ง ไม่ลึก ต่างจากน้ำจืดในเขื่อนลำปาว ทำให้คาดว่าจะแพร่กระจายช้ากว่า เพราะยังมีคนจับและมีปลานักล่าคอยควบคุมตามธรรมชาติ แต่นายอนุชาเตือนว่า ไม่ควรประมาท เพราะสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ “ปรับตัวเก่ง” อาจกลายพันธุ์หรือผสมข้ามสายพันธุ์กับปลานิลเพื่อความอยู่รอดในระยะยาว”

Advertisement

รายงานแจ้งว่า กรณีการพบปลาหมอคางดำที่เขื่อนลำปาว การประกาศภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินในพื้นที่จังหวัด ตามเกณฑ์ของกรมประมง จำเป็นต้องพบอัตราความหนาแน่นของปลาหมอคางดำ ความชุกชุมไม่เกิน 10 ตัว ต่อพื้นที่ 100 ตารางเมตร โดยผู้เชี่ยวชาญของศูนย์วิจัยพัฒนาน้ำจืด กรมประมง เป็นผู้ตรวจสอบ ที่ในขณะนี้การพบในพื้นที่น่านน้ำเขต อำเภอหนองกุงศรี ยังอยู่ในเกณฑ์การเฝ้าระวัง

ส่วนการปรับเกณฑ์เพื่อการป้องกันจึงยังขึ้นอยู่ในการพิจารณาของ กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขณะที่การประกาศภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินโดยผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์นั้น จะเป็นไปตามเกณฑ์การประกาศภัยพิบัติของ “กรมประมง” ที่ผู้เชี่ยวชาญศูนย์วิจัยพัฒนาน้ำจืด กรมประมง ต้องรายงานยืนยันให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบและกรมประมงจะต้องประกาศเป็นพื้นที่แพร่ระบาดของปลาหมอคางดำก่อน จากนั้นจึงนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบพิบัติอำเภอ/จังหวัดตามลำดับ จึงจะสามารถประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินอำเภอ/จังหวัด ตามลำดับ

ส่วนการพบปลาหมอคางดำ ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 69 ปัจจุบันมีจำนวน 111 ตัว สำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ แจ้งว่า ปลาหมอคางดำที่พบ ปรากฏเป็นปลาเพศเมียที่มีไข่ จำนวน 12 ตัว แต่ละตัวมีความหนาแน่นของจำนวนไข่ประมาณ 200-400 ฟอง ที่ยังไม่พบว่ามีปลาหมอตัวผู้อมไข่หรือตัวลูกปลาไว้ในปาก ดังนั้นการที่ไม่พบลูกปลาหมอคางดำขนาดเล็ก จึงถือเป็นสัญญาณที่ดี ที่ยังไม่เข้าข่ายว่ามีการระบาดรุนแรง ส่วนปลาหมอคางดำที่พบทุกจุด เจ้าหน้าที่กรมประมง ได้ตัดตัวอย่างคีบปลาหมอคางดำ เพื่อส่งตรวจดีเอ็นเอ ที่กรมประมง เพื่อหาแหล่งที่มาว่าปลาหมอคางดำที่ระบาดในเขื่อนลำปาวมี ชนิดดีเอ็นเอ ตรงกับปลาหมอคางดำที่ระบาดไปแล้วหรือไม่ ที่ยังคงรอผลยืนยันการตรวจจากกรมประมงต่อไป

อย่างไรก็ตามด้านความเคลื่อนไหวจากภาครัฐ มีรายงานว่า นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมนำทีมลงพื้นที่เขื่อนลำปาวโดยตรงในวันที่ 26 กันยายนนี้ ที่บริเวณตำบลหนองสรวง อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ เพื่อเร่งสกัดกั้นการแพร่ระบาด พร้อมย้ำภารกิจหลัก “คุมให้อยู่ ไม่ให้แพร่กระจายเพิ่ม” ก่อนสถานการณ์จะบานปลายเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในภาคกลางมา ก่อนที่ “ปลาหมอคางดำ” จะกลายเป็นฝันร้ายซ้ำรอยระบบนิเวศแหล่งน้ำสำคัญของกาฬสินธุ์