หน้าแรก ภูมิภาค ‘อธิบดี...

‘อธิบดีกรมชลฯ’ ลงพื้นที่เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ติดตามสถานการณ์น้ำ สั่งบริหารจัดการเชิงรุก

24.09.26 | 13:46 น.

‘อธิบดีกรมชลฯ’ ลงพื้นที่เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ติดตามสถานการณ์น้ำ สั่งบริหารจัดการเชิงรุก รับมือฝนเพิ่ม–ลดผลกระทบพื้นที่ท้ายเขื่อน


เมื่อวันที่ 24 กันยายน ที่ จ.ชัยนาท นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยนายสงกรานต์ ชลอศรีทอง ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา และผู้เกี่ยวข้องลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและแนวทางการบริหารจัดการนน้ำ เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท หลังมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ตอนบนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลลงสู่ลุ่มเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 06.00 น (24 ก.ย.69) สถานีc2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตรา 1,777 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม/วินาที) กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ด้วยการทยอยยกระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อช่วยชะลอน้ำและลดผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนที่อาจเกิดขึ้นเร็วเกินไป ควบคู่ไปกับการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งสองฝั่งเต็มศักยภาพโดยไม่กระทบในพื้นที่ พร้อมทำหนังสือแจ้งเตือนไปยังจังหวัดด้านเหนือเขื่อนที่อาจได้รับผลกระทบ รวมกับปรับการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 1,750 ลบ.ม./วินาที ให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำจากทางตอนบนและฝนที่ตกเพิ่มขึ้นในพื้นที่

Advertisement

พร้อมทำหนังสือแจ้งเตือนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที แม้ขณะนี้ปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนจะเริ่มลดลง แต่เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 27 ก.ย. 69 ภาคกลางจะมีฝนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ปริมาณน้ำและระดับน้ำในลุ่มเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย จึงยังจำเป็นต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

ทั้งนี้ อธิบดีกรมชลประทาน ได้กำชับให้ชลประทานในพื้นที่ วางแผนการบริหารจัดการน้ำ โดยพิจารณาข้อมูลให้รอบด้าน นำมาวิเคราะห์และประเมินแนวโน้มสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำ เกิดประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสถานการณ์ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและอาคารชลประทานเป็นหลัก รวมถึงเน้นย้ำการสื่อสารและแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง สามารถเตรียมรับมือสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด