‘บิ๊กดุลย์’ รับฟังผล 14 อำเภอนำร่อง ขับเคลื่อน 5 มิติแก้ปัญหา จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากนโยบายสู่พื้นที่ ย้ำ ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’ นำองค์ความรู้สู่การปฏิบัติจริง
เมื่อวันที่ 24 กันยายน ที่โรงแรมลากูน่า แกรนด์ โฮเทล แอนด์ สปา จ.สงขลา พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมรับฟังผลการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำแผนการปฏิบัติระดับอำเภอ (14 อำเภอนำร่อง) เพื่อรับฟังผลการวิเคราะห์สถานการณ์และแนวทางขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้จากระดับนโยบายสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานสำคัญร่วมคณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประกอบด้วย สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงกลาโหม สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สำนักข่าวกรองแห่งชาติ กองทัพบก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สะท้อนการบูรณาการระหว่างหน่วยงานด้านนโยบาย ความมั่นคง การต่างประเทศ การปกครอง และการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อเชื่อมโยงการทำงานของส่วนกลางกับผู้ปฏิบัติในพื้นที่ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ให้ความสำคัญกับ “อำเภอ” ในฐานะพื้นที่ปฏิบัติและกลไกสำคัญของการบูรณาการ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ ปัญหา และความต้องการของประชาชนจากบริบทจริงของแต่ละพื้นที่ ก่อนกำหนดเป้าหมายและจัดทำแผนปฏิบัติร่วมกัน เพื่อลดการทำงานแบบแยกส่วน และทำให้ภารกิจของแต่ละหน่วยสนับสนุนกันภายใต้เป้าหมายเดียวกัน
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับการขับเคลื่อนของ คณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย พล.อ. ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการผู้แทนพิเศษฯ และประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงกลไกตั้งแต่ระดับนโยบาย ระดับจังหวัด จนถึงระดับอำเภอ เพื่อให้หน่วยงานที่มีภารกิจแตกต่างกันสามารถร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา กำหนดเป้าหมาย และขับเคลื่อนงานบนฐานข้อมูลและเป้าหมายของพื้นที่ร่วมกัน

สำหรับ 14 อำเภอนำร่อง ได้ร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการระดับอำเภอให้ครอบคลุม 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. ด้านการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้อย่างปลอดภัย 2. ด้านการพัฒนา ส่งเสริมสังคมพหุวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ โดยคำนึงถึงบริบท วิถีชีวิต และความหลากหลายของประชาชนในพื้นที่ 3. ด้านการศึกษาเพื่อความมั่นคง ทั้งในและนอกสถานศึกษา โดยใช้การศึกษาเป็นกลไกในการพัฒนาคน เยาวชน และชุมชน 4. ด้านการอำนวยความยุติธรรมและลดเงื่อนไขความขัดแย้ง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการของรัฐ และลดปัจจัยที่อาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจหรือความขัดแย้ง และ5. ด้านการสื่อสารทางยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างความเข้าใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง เชื่อมโยงการสื่อสารของภาครัฐกับประชาชน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา
ทั้ง 5 ประเด็นสะท้อนแนวทางการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในลักษณะ องค์รวม ซึ่งไม่ได้มองเฉพาะมิติด้านความปลอดภัย แต่ครอบคลุมทั้งการพัฒนา สังคมและวัฒนธรรม การศึกษา ความยุติธรรม และการสร้างความเข้าใจ โดยนำข้อมูลและสภาพปัญหาจริงของแต่ละพื้นที่มาเป็นฐานในการกำหนดแผนงาน
ขณะเดียวกัน การสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Communication) เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนงานในทุกระดับ เพื่อให้ “การปฏิบัติ” และ “การสื่อสาร” สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความเข้าใจในบริบทของพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งมีความละเอียดอ่อน การสื่อสารจึงต้องดำเนินควบคู่ไปกับการปฏิบัติ เพื่อสร้างความเข้าใจ ความเชื่อมั่น และการมีส่วนร่วมของประชาชน

ในช่วงการแถลงผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ ผู้แทนจากแต่ละกลุ่มได้นำเสนอผลการวิเคราะห์และแนวทางดำเนินงานของพื้นที่นำร่อง โดย พล.ท.อดุลย์ ได้ร่วมอภิปรายและให้ข้อคิดเห็น พร้อมชื่นชมที่ผู้เข้าร่วมประชุมยึดหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาเป็นกรอบในการคิด วิเคราะห์ และกำหนดแนวทางการปฏิบัติ โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจปัญหาและประชาชน เข้าถึงพื้นที่และข้อเท็จจริง ก่อนนำไปสู่การพัฒนาที่สอดคล้องกับความต้องการและบริบทของแต่ละพื้นที่
พล.ท.อดุลย์ ได้กล่าวถึงการนำแนวทาง “มาตรการ 3 หลัก 2 เสริม” มาใช้ประกอบการวิเคราะห์และกำหนดแนวทางการปฏิบัติอย่างเป็นระบบ โดยเน้นให้มาตรการด้านต่าง ๆ ดำเนินไปอย่างสมดุล สอดประสาน และเหมาะสมกับสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่ พร้อมขอให้นำองค์ความรู้และกระบวนการที่ได้จากการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ไปประยุกต์สู่การปฏิบัติจริง

‘สิ่งสำคัญคือแผนของ 14 อำเภอนำร่องต้องไม่สิ้นสุดอยู่เพียงในห้องประชุม แต่ต้องสามารถนำไปใช้แก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้จริง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเชื่อมโยงแผนไปสู่ผู้รับผิดชอบ การดำเนินงาน และการติดตามผล เพื่อให้ประชาชนเห็นถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม’ พล.ท.อดุลย์ กล่าว
ทั้งนี้ ผลจากการดำเนินงานของ 14 อำเภอนำร่องจะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนากระบวนการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน เพื่อเชื่อมโยง “นโยบาย–แผน–การปฏิบัติ–การสื่อสาร” ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยยึดพื้นที่และประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมนำบทเรียนจากพื้นที่นำร่องไปพัฒนาและขยายผล เพื่อให้การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และนำไปสู่ ความปลอดภัย คุณภาพชีวิตที่ดี และสันติสุขอย่างยั่งยืน

