‘เฉลิมพงศ์’ ซัดกรมการปกครองสไตล์เดิม ปัดความรับผิดชอบพ้นตัว สส.ชี้เบาะแสส่วยสถานบันเทิงภูเก็ต กลับโยนให้ไปร้อง ป.ป.ช.เอง ถามแรง “คนแบบนี้เหมาะเป็นอธิบดีหรือ”
เมื่อวันที่ 25 กันยายน นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดภูเก็ต เขต 2 พรรคประชาชน ตอบโต้เอกสารเผยแพร่ของกรมการปกครอง ฉบับที่ 132/2569 ซึ่งออกมาชี้แจงกรณีตนเรียกร้องให้ทบทวน พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509 และตั้งข้อสังเกตเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์จากสถานบันเทิงในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต
นายเฉลิมพงศ์ กล่าวว่า หลังอ่านคำชี้แจงแล้วรู้สึกผิดหวัง เพราะเป็นกรมการปกครองสไตล์เดิมที่ประชาชนคุ้นเคย คือเริ่มจากปฏิเสธ แล้วปัดความรับผิดชอบให้พ้นตัว
“ผมในฐานะผู้แทนราษฎรชี้เบาะแสให้ เพราะรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่มาโดยตลอด สิ่งที่หน่วยงานรัฐที่มีความรับผิดชอบควรทำ คือรับเรื่องไปตั้งกรรมการตรวจสอบภายใน สอบข้อเท็จจริงว่ามีเจ้าหน้าที่คนไหนเกี่ยวข้องหรือไม่ แต่กรมการปกครองกลับเลือกปฏิเสธทันที แล้วบอกให้ใครมีหลักฐานไปร้องทุกข์กล่าวโทษเอง พร้อมส่ง ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. เท่ากับโยนภาระกลับไปให้ประชาชน ทั้งที่อำนาจกำกับดูแลเจ้าหน้าที่อยู่ในมือกรมการปกครองเอง” นายเฉลิมพงศ์กล่าว
นายเฉลิมพงศ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า คำชี้แจงฉบับเดียวกันยอมรับเองในข้อ 2 ว่ากำลังแก้กฎหมายเพื่อ “ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ เพื่อเพิ่มความโปร่งใส” ซึ่งก็คือการยอมรับโดยอ้อมว่าช่องว่างของดุลพินิจที่เปิดโอกาสให้เกิดปัญหามีอยู่จริง แต่ในข้อ 1 กลับยืนยันว่าไม่มีปัญหาใด ๆ เลย
“ที่น่ากังวลที่สุด คือท่อนท้ายที่ขู่ว่าหากกล่าวหาโดยปราศจากข้อเท็จจริง กรมพร้อมดำเนินคดี แบบนี้ใครจะกล้าออกมาให้ข้อมูล ผู้ประกอบการที่ถูกรีดไถจะกล้าพูดหรือ หน่วยงานที่อยากโปร่งใสจริงต้องเปิดประตูรับเบาะแส ไม่ใช่ขู่คนชี้เบาะแส”
นายเฉลิมพงศ์ กล่าวต่อว่า ท่าทีเช่นนี้สะท้อนการบริหารในยุคของนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ที่เห็นได้ชัดว่าเอาแต่ความดีใส่ตัว ผลงานดีพร้อมออกหน้ารับ แต่เมื่อมีเรื่องร้องเรียนกลับไม่ยอมรับผิดชอบ เพียงปฏิเสธและขู่ฟ้อง ซึ่งก่อนหน้านี้ในกรณีอื่นก็เคยใช้แนวทางเดียวกัน
“ผมขอถามตรง ๆ ว่า ผู้บริหารที่ไม่พร้อมรับการตรวจสอบ เห็น สส.ชี้เบาะแสแล้วเลือกปกป้ององค์กรมากกว่าค้นหาความจริง คนแบบนี้เหมาะสมที่จะเป็นอธิบดีกรมที่ดูแลความสงบเรียบร้อยของคนทั้งประเทศจริงหรือ” นายเฉลิมพงศ์กล่าว
ทั้งนี้ นายเฉลิมพงศ์ เรียกร้องให้กรมการปกครองตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีสถานบริการในจังหวัดภูเก็ตอย่างเป็นอิสระ โดยมีตัวแทนภาคประชาชนและผู้ประกอบการร่วมด้วย พร้อมเปิดช่องทางรับเบาะแสที่คุ้มครองผู้ให้ข้อมูล และยืนยันว่าจะติดตามเรื่องนี้ต่อในกลไกของสภา ทั้งการตั้งกระทู้ถามและการใช้กลไกกรรมาธิการ


