หน้าแรก ภูมิภาค ป.ป.ช.ตรัง เผ...

ป.ป.ช.ตรัง เผยศาลสั่งจำคุก6 ปี 18 เดือน อดีตนายกเทศมนตรี ต.ย่านตาขาว เอารถหลวงไปใช้

29.09.26 | 18:07 น.

ป.ป.ช.ตรังรายงานต่อที่ประชุมจังหวัด เปิดรายละเอียดคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 กรณีอดีตนายกเทศมนตรีตำบลย่านตาขาว นำรถยนต์ส่วนกลางไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว พร้อมอนุมัติเบิกจ่ายค่าน้ำมันจากเทศบาล ศาลพิพากษาจำคุก 3 กระทง รวม 6 ปี 18 เดือน และไม่รอการลงโทษ


เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 29 กันยายน 2569 นายบัณฑิต คณะสุวรรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดตรัง มอบหมายให้นายยุทธนา วิมลเมือง เจ้าพนักงานป้องกันการทุจริตชำนาญการพิเศษ ในการประชุมจังหวัดตรัง ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดตรัง รายงานต่อที่ประชุมถึงคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ลงวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ในคดีหมายเลขดำที่ อท 64/2568 และคดีหมายเลขแดงที่ 76/2568 โดยมี นายวุฒิชัย สุนทรนนท์ อดีตนายกเทศมนตรีตำบลย่านตาขาว เป็นจำเลย โดยมี นายทรงกลด สว่างวงศ์ เป็นประธาน พร้อมด้วย นายอภิชาติ สาราบรรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง  ตามรายละเอียดคำพิพากษา จำเลยเป็นผู้มีอำนาจอนุญาตให้ใช้รถยนต์ส่วนกลางไปเก็บรักษานอกสถานที่เป็นการชั่วคราวหรือเป็นครั้งคราว รวมทั้งเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติการจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ส่วนกลางของเทศบาลตำบลย่านตาขาว

พฤติการณ์แห่งคดีเกี่ยวข้องกับการนำรถยนต์ส่วนกลาง ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ทะเบียน กค 5093 ตรัง ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักปลัดเทศบาลตำบลย่านตาขาว ไปใช้เป็นยานพาหนะเดินทางระหว่างบ้านพักกับสำนักงานเทศบาลเป็นประจำ และนำรถไปจอดบริเวณสมาคมชาวย่านตาขาว (หลังเก่า) ซึ่งอยู่ตรงข้ามบ้านพัก ทั้งที่เทศบาลมีสถานที่จอดรถยนต์ส่วนกลางอยู่แล้ว


นอกจากนี้ ยังมีการนำรถยนต์คันดังกล่าวไปใช้เดินทางไปร่วมงานสังคมต่าง ๆ ในลักษณะเสมือนเป็นรถยนต์ส่วนตัว โดยมีการอนุมัติและเบิกจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงจากเทศบาลตำบลย่านตาขาว

Advertisement

ตามคำพิพากษา ศาลพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต ฝ่าฝืนระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการใช้และรักษารถยนต์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548 และเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นเหตุให้เทศบาลตำบลย่านตาขาวได้รับความเสียหาย

ความเสียหายตามรายละเอียดที่รายงานต่อที่ประชุม แบ่งเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงประมาณเดือนตุลาคม 2554 ถึงวันที่ 8 มีนาคม 2555 จำนวน 7,361 บาท ช่วงวันที่ 15 กรกฎาคม 2555 ถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 จำนวน 928,588.30 บาท และช่วงวันที่ 28 มีนาคม 2564 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2566 จำนวน 1,000 บาท
ศาลลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 จำคุกกระทงละ 5 ปี ก่อนที่จำเลยจะให้การรับสารภาพ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลจึงมีเหตุบรรเทาโทษและลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี 18 เดือน


ศาลพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีและรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยแล้ว เห็นว่าไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ
อย่างไรก็ตาม การรายงานดังกล่าวเป็นผลจากคำพิพากษาของศาลในคดีดังกล่าว โดยสถานะคดียังต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมและคำพิพากษาถึงที่สุด ทั้งนี้ การกล่าวถึงจำเลยในข่าวควรถือหลักว่าบุคคลยังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด