หน้าแรก ภูมิภาค น้ำท่วมหัวเวี...

น้ำท่วมหัวเวียงเกือบเต็มพื้นที่ บ้าน-วัด-โรงเรียนกระทบหนัก หลังเจ้าพระยาเพิ่มระบาย 2,300 ลบ.ม./วินาที

1.10.26 | 19:28 น.

น้ำท่วมหัวเวียงเกือบเต็มพื้นที่ บ้าน-วัด-โรงเรียนกระทบหนัก หลังเจ้าพระยาเพิ่มระบาย 2,300 ลบ.ม./วินาที น้ำขึ้นเร็ว โรงเรียนเร่งสอบปลายภาค

วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลังเขื่อนเจ้าพระยาปรับเพิ่มการระบายน้ำเป็น 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึง 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้น้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง รวม 13 อำเภอ 169 ตำบล 1,104 หมู่บ้าน 56 ชุมชน 44,865 ครัวเรือน ได้แก่ เสนา ผักไห่ บางบาล บางไทร พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน บางปะหัน ลาดบัวหลวง นครหลวง วังน้อย อุทัย ท่าเรือ และภาชี โดยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย ในพื้นที่อำเภอเสนา


ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ชุมชนหมู่ 2 ตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา ซึ่งอยู่ติดกับแม่น้ำน้อย พบว่าน้ำได้เข้าท่วมพื้นที่เกือบเต็มชุมชน ระดับน้ำบางจุดสูงประมาณ 2-3 เมตร บ้านเรือนประชาชน รวมถึงพื้นที่วัดและโรงเรียนได้รับผลกระทบ ถนนทางเข้าชุมชนมีน้ำท่วม แต่รถยนต์ยังสามารถสัญจรได้ ขณะที่ภายในซอยมีระดับน้ำสูง ต้องเดินลุยน้ำหรือใช้เรือพายเข้าออกชุมชน ชาวบ้านจำนวนหนึ่งต้องนำรถยนต์และรถจักรยานยนต์ขึ้นไปจอดบนสะพานและริมถนนเพื่อหนีน้ำ

นางสาวนฤมล ชิราพร ครูโรงเรียนหัวเวียง เปิดเผยว่า น้ำเริ่มเข้าท่วมโรงเรียนตั้งแต่วันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา และเพิ่มระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้โรงเรียนต้องเร่งจัดสอบปลายภาคให้เร็วขึ้น จากเดิมที่จะสอบเสร็จในสัปดาห์นี้ เพื่อให้ทันก่อนน้ำจะเข้าท่วมพื้นที่โรงเรียน

Advertisement

ขณะนี้นักเรียนหยุดเรียนทั้งหมดแล้ว เหลือเพียงครูที่ยังเดินทางมาทำงาน เพื่อตรวจข้อสอบและเก็บคะแนน โดยครูจะทำงานถึงประมาณ 15.00 น. แล้วรีบเดินทางกลับ เนื่องจากระดับน้ำเพิ่มขึ้นเร็วและการเดินทางเข้าออกเริ่มลำบาก โรงเรียนมีนักเรียนประมาณ 135 คน และต้องเร่งขนย้ายอุปกรณ์และสิ่งของขึ้นที่สูง
ครูนฤมล กล่าวว่า ปัจจุบันระบบประปาของโรงเรียนถูกตัด ต้องตักน้ำจากด้านล่างขึ้นไปใช้บนอาคาร ห้องน้ำสามารถใช้งานได้บางส่วน แต่เริ่มมีข้อจำกัด พร้อมสะท้อนว่า ก่อนหน้านี้คิดว่าน้ำจะมาในช่วงต้นเดือนกันยายนและน่าจะผ่านพ้นไปได้ แต่สถานการณ์กลับเลื่อนมาเป็นช่วงปลายเดือนกันยายน และน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 3 วัน

ด้านนางจวน ขจรศักดิ์ชัย อายุ 76 ปี ชาวบ้านในชุมชน เปิดเผยว่า บ้านพักอยู่ติดริมแม่น้ำ ขณะนี้ถูกน้ำท่วมสูงกว่า 2 เมตร การใช้ชีวิตเป็นไปด้วยความลำบาก เนื่องจากน้ำไหลแรง ต้องใช้เรือเข้าออกเป็นประจำ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ชาวบ้านในพื้นที่ต้องพบเจอแทบทุกปี

“ลำบากก็ลำบาก แต่ก็ต้องอยู่ ตอนแรกบอกว่าน้ำจะไม่ท่วม แต่ตอนนี้ท่วมเยอะแล้ว ต้องพายเรือออกทุกปี ชินก็ชิน ลำบากก็ลำบาก อยากให้น้ำลดลงบ้าง ตอนนี้ยังขึ้นอยู่เรื่อย ๆ” นางจวนกล่าว พร้อมระบุว่า ชาวบ้านเตรียมยกของขึ้นที่สูงไว้แล้ว เพราะรู้ว่าเข้าสู่ฤดูน้ำหลาก แต่ปีนี้ยังมีฝนตกต่อเนื่องหลายวัน ทำให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ขณะที่นางสาวปทุมพร สัญญะชิด ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 กล่าวว่า ขณะนี้น้ำท่วมเกือบเต็มพื้นที่แล้ว จากบ้านทั้งหมด 114 หลังคาเรือน มีบ้านมากกว่า 10 หลังที่น้ำเข้าถึงพื้นบ้านแล้ว ส่วนบ้านที่เหลือกำลังเร่งหนุนพื้นและยกสิ่งของขึ้นที่สูง โดยบางครอบครัวต้องจัดหาไม้และตะปูเพื่อเตรียมรับมือระดับน้ำที่เพิ่มขึ้น

ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 กล่าวว่า สิ่งที่ชาวบ้านประสบคือการแจ้งเตือนที่ล่าช้า ทำให้หลายครอบครัวไม่ได้เตรียมตัวรับมืออย่างเพียงพอ เพราะหลังน้ำเริ่มเข้าพื้นที่ใช้เวลาไม่ถึง 10 วันก็ขึ้นถึงระดับพื้นบ้านแล้ว ถือว่าสถานการณ์รุนแรงและน้ำขึ้นเร็วมาก

ในชุมชนยังมีเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มเปราะบาง จึงต้องช่วยกันดูแลเป็นพิเศษ ขณะนี้มีผู้ที่อยู่ในกลุ่มดังกล่าวย้ายไปพักที่โรงเรียนแล้ว 1 ราย โดยชาวบ้านและผู้นำชุมชนต้องติดตามสถานการณ์และช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด

สำหรับถนนภายในชุมชน ปีนี้ได้รับงบประมาณเสริมระดับถนนให้สูงขึ้น ทำให้สถานการณ์การเดินทางยังพอทำได้ หากไม่ได้เสริมถนน คาดว่าน้ำจะท่วมสูงกว่าระดับ 1 เมตร และทำให้การเข้าออกชุมชนยากลำบากกว่านี้

อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านยังต้องนำเต็นท์ไปตั้งบริเวณริมถนนเพื่อเป็นจุดพักรถ เนื่องจากมีรถบรรทุกวิ่งผ่านจำนวนมากและเกรงว่าจะเกิดอันตราย ขณะที่ภายในชุมชนขณะนี้แทบไม่มีพื้นที่ใดที่ไม่มีน้ำ หากระดับน้ำยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง คาดว่าอีกประมาณ 3-4 วัน ถนนภายในชุมชนอาจไม่สามารถใช้รถยนต์สัญจรได้ และชาวบ้านอาจต้องพึ่งพาเรือในการเดินทางเข้าออกมากขึ้น