ปิดทองหลังพระ ชูกลไก ‘อนุกรรมการระดับจังหวัด’ ทลายข้อจำกัดราชการ ยึดความต้องการประชาชนเป็นตัวตั้ง
เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม นายกฤษฎา บุญราช ประธานสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริได้ มอบนโยบายการทำงานให้ผู้เชี่ยวชาญและพนักงานประจำภาคเหนือ รับผิดชอบพื้นที่เชียงราย เชียงใหม่ พะเยาและน่าน รวมถึงภารกิจสำรวจออกแบบ และซ่อมแซมแหล่งน้ำขนาดเล็กของส่วนราชการที่ยังไม่ได้ถ่ายโอนให้องค์กรปกครองท้องถิ่นในพื้นที่ลำพูน ลำปาง และแพร่ ที่โรงแรมแกรนด์ วิสต้าโฮเทล เชียงราย ว่าให้น้อมนำแนวพระราชดำริ หลักการทรงงาน และพระราชปณิธาน “สืบสาน รักษา และ ต่อยอด” มาเป็นหลักในการทำงาน ยึดปัญหาและความต้องการของประชาชนเป็นจุดตั้งต้น ในการมีส่วนร่วมและประสานหน่วยงานราชการ ท้องถิ่นภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และชุมชน เพื่อเติมเต็มช่องว่างของการพัฒนา

ขอเน้นการบริหาร “งาน งบ ระบบ คน” ให้สัมพันธ์กัน และให้ทุกโครงการเกิดประโยชน์แก่ประชาชนที่แท้จริง และให้ทำตัวเหมือนอินทรีย์ หรือโดรน บินอที่สูงมองปัญหาได้รอบด้าน
ในส่วนของงบประมาณต้องมีเจตนาเริ่มแรกสุจริต รอบคอบการเบิกจ่าย ถ้ามีปัญหาเหนือบ่ากว่าแรง เช่นคู่สมรส พ่อแม่ มีปัญหาใช้เงิน ต้องปรึกษาผู้จัดการภาค อย่าทุจริต ขอให้ตรงไปตรงมา ถ้าใครทุจริตให้ออกสถานีเดียว อย่าหาว่าใจร้ายไม่ได้
“ วันนี้กล้าพูดเต็มปากว่า ถ้าพวกเราเจ้าหน้าที่ปิดทองหลังพระเป็นคนดีและความตั้งใจในการทำงาน มีความมั่นคงในชีวิต มีทั้งงานทำ มีเงินเดือน มีฐานะมั่นคง ผมก็การันตีได้อย่างน้อย ถึงปี 2575 ” นายกฤษฎากล่าว และว่า ระบบ กับคน ในการทำงานต้องรู้จักภูมิสังคม
ต่อมานายกฤษฎาเปิดเผยว่า จากการประชุมเจ้าหน้าที่ประจำแต่ละภาคได้รับเสียงสะท้อนผู้ปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่ว่าหน่วยงานราชการ เริ่มรู้ว่าหน่วยงานภาครัฐเห็นความสำคัญการน้อมนำแนวพระราชดำริและหลักการทรงงานไปขยายผล ผ่านกลไกการประสานงานระดับพื้นที่ โดยสถาบันฯได้เสนอให้กระทรวงมหาดไทยจัดตั้งคณะอนุกรรมการประสานงานโครงการพัฒนาของสถาบันฯประจำจังหวัด ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และมีเจ้าหน้าที่สถาบันฯ เป็นกรรมการและเลขานุการ
คณะอนุกรรมการประสานงานระดับจังหวัดดังกล่าว จะทำหน้าที่ประสานงานให้หน่วยราชการระดับจังหวัดและอำเภอที่อยู่ต่างกระทรวง กรมหรือหน่วยราชการต่างกัน ได้มีโอกาสมาทำงานร่วมกันภายใต้การประสานงานของเจ้าหน้าที่สถาบันฯที่ลงไปอยู่ในพื้นที่และทำงานอยู่กับชาวบ้านและผู้นำชุมชน หมู่บ้าน เพื่อคอยสนับสนุนข้อมูลและปัญหาความต้องการของประชาชนที่เกินขีดความสามารถของหน่วยงานระดับองค์กรปกครองท้องถิ่นและอำเภอ ที่จะแก้ไขปัญหาได้เองมาให้หน่วยงานระดับจังหวัดทราบ เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาพื้นที่ร่วมกันในนามจังหวัด โดยไม่แยกว่าเป็นส่วนราชการหรือหน่วยใด
ซึ่งการใช้กลไกนี้จะช่วยลดความเป็นตัวตนของส่วนราชการที่ทำงานตามภารกิจและหน้าที่ของกรมหรือกระทรวงตนเองเท่านั้น(silo) เป็นการทำงานร่วมกันเพื่อยึดปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่จังหวัดเป็นเป้าหมายของการทำงาน




