หน้าแรก ภูมิภาค ณพลเดช ยกประว...

ณพลเดช ยกประวัติศาสตร์ ผู่เอ่อร์–เซียะเหมิน โมเดล เชียงแสน–เวียงพังคำ–ดอยตุง สู่มรดกโลก

7.10.26 | 20:00 น.

ณพลเดช ยกประวัติศาสตร์ กรณีศึกษา ผู่เอ่อร์–เซียะเหมิน โมเดลผลักดัน เชียงแสน–เวียงพังคำ–ดอยตุง ขึ้นชั้นมรดกโลก 


เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ในการประชุมคณะอนุกรรมาธิการด้านมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมและประเพณี ซึ่งมีการพิจารณาแนวทางผลักดัน นครประวัติศาสตร์เชียงใหม่ และเมืองโบราณเชียงแสน จังหวัดเชียงราย สู่กระบวนการมรดกโลก ได้ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า การขึ้นทะเบียนมรดกโลกไม่ใช่เพียงการนำรายชื่อโบราณสถานไปเสนอองค์การยูเนสโก แต่เป็นกระบวนการศึกษาว่าแหล่งนั้นมี “คุณค่าโดดเด่นเป็นสากล” อย่างไร มีความเป็นของแท้ดั้งเดิมและความครบถ้วนสมบูรณ์เพียงใด รวมทั้งมีระบบบริหารจัดการและการมีส่วนร่วมของประชาชนที่เข้มแข็งหรือไม่

นายณพลเดช มณีลังกา สมาชิกวุฒิสภา สำรอง จ.เชียงราย กล่าวว่า สิ่งที่ได้จากการประชุมครั้งนี้มีความสำคัญต่อจังหวัดเชียงรายอย่างมาก เพราะทำให้เห็นว่าการผลักดันมรดกโลกต้องเริ่มจากการ “ตกผลึกเรื่องราว” ก่อนที่จะเริ่มเขียนเอกสาร

“การเขียนเรื่องมรดกโลกไม่ใช่การเขียนเพื่อบอกว่าเรามีของเก่า เรามีวัด หรือเรามีโบราณสถาน แต่ต้องเขียนให้เห็นว่า สิ่งที่เรามีมีความหมายอย่างไรต่อมนุษยชาติ และทำไมเรื่องราวของพื้นที่แห่งนี้จึงควรถูกส่งต่อให้คนทั้งโลกได้รู้จัก”

Advertisement

ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับข้อคิดเห็นในการประชุมที่ระบุว่า ก่อนจะผลักดันเชียงแสน จำเป็นต้องตกผลึกแนวคิดและศักยภาพของแหล่งให้ชัดเจนเสียก่อน และต้องศึกษาว่าเชียงแสนมีคุณค่าระดับสากลอย่างไร รวมทั้งต้องศึกษาเปรียบเทียบกับแหล่งที่มีลักษณะใกล้เคียงกันทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

บทเรียนจาก “ผู่เอ่อร์” ประเทศจีน : ไม่ได้ขายแค่ชา แต่ขายเรื่องราวกว่าพันปี

นายณพลเดช กล่าวว่า ตนเคยเดินทางไปประเทศจีนและได้เห็นการพัฒนาเมืองและพื้นที่วัฒนธรรมหลายแห่งด้วยตนเอง โดยเฉพาะ เมืองผู่เอ่อร์ (Pu’er) ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับเชียงราย
สิ่งที่น่าสนใจไม่ได้อยู่เพียงว่า “ผู่เอ่อร์มีชา” แต่คือการนำเรื่องของชามาร้อยเรียงเข้ากับภูมิประเทศ ป่า ภูมิปัญญา ชุมชน ประเพณี ความเชื่อ และประวัติศาสตร์ จนกลายเป็นเรื่องราวที่มีคุณค่าระดับโลก

ข้อมูลของ UNESCO ระบุว่า Cultural Landscape of Old Tea Forests of the Jingmai Mountain in Pu’er ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี 2023 โดยเป็นภูมิทัศน์วัฒนธรรมที่ประกอบด้วยป่าชาโบราณ ป่าไม้ ไร่ชา และหมู่บ้านดั้งเดิม และมีระบบการปลูกชาใต้ร่มเงาที่พัฒนาต่อเนื่องมากว่าพันปี โดยชาวบลังและไตยึดถือแนวปฏิบัติที่มีรากมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 10
“นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าเชียงรายต้องเรียนรู้ ไม่ใช่เรียนรู้เพื่อเลียนแบบจีน แต่เรียนรู้วิธีคิดว่า เขาไม่ได้บอกโลกเพียงว่า ‘เรามีชา’ แต่เขาสามารถทำให้คนทั้งโลกเข้าใจว่า ชา ป่า ภูเขา หมู่บ้าน ความเชื่อ ภูมิปัญญา และวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ถูกเชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกันอย่างไร”

ดังนั้น หากเชียงรายจะเดินหน้าสู่มรดกโลก เราต้องไม่ถามเพียงว่า “มีอะไรเก่าแก่” แต่ต้องถามว่า “เรามีระบบความสัมพันธ์ระหว่างคนกับพื้นที่อะไรที่มีคุณค่าพิเศษและสามารถอธิบายให้โลกเข้าใจได้”
นี่คือแนวคิดสำคัญของการสร้าง OUV เชียงรายอาจมี “เรื่องราว” มากกว่าที่เราคิด

นายณพลเดช กล่าวว่า จากการประชุมครั้งนี้ทำให้เห็นว่าเชียงรายมีโอกาสในการศึกษามรดกโลกหลายแนวทาง ไม่จำเป็นต้องผูกติดกับเชียงแสนเพียงแห่งเดียว เชียงแสน มีศักยภาพในฐานะเมืองประวัติศาสตร์ล้านนาและเมืองสำคัญริมแม่น้ำโขง โดยกรมศิลปากรให้ข้อมูลว่าเชียงแสนมีความสำคัญในฐานะเมืองหน้าด่าน เมืองลูกหลวง และจุดยุทธศาสตร์บริเวณจุดเชื่อมต่อของอาณาจักรสำคัญในอดีต

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังชี้ให้เห็นว่าเชียงแสนมีโบราณสถานจำนวนมาก แต่เป็น “เมืองเก่าที่มีชีวิต” มีประชาชนอาศัยอยู่จริง ดังนั้น การผลักดันมรดกโลกต้องทำให้การอนุรักษ์และการดำรงชีวิตของประชาชนสามารถเดินไปด้วยกันได้
“เชียงแสนจึงสามารถเล่าเรื่องได้หลายระดับ ตั้งแต่เมืองล้านนา เมืองหน้าด่าน เมืองริมโขง ศิลปกรรม ความสัมพันธ์ทางการค้า ศาสนา และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม แต่เราต้องเลือกให้ได้ว่าเรื่องใดคือเรื่องที่โดดเด่นที่สุดในระดับโลก”

“เวียงพังคำ” กับภูมิศาสตร์ที่ควรศึกษาในระดับโลก

นายณพลเดช กล่าวว่า อีกประเด็นหนึ่งที่ควรศึกษาอย่างจริงจังคือ เวียงพังคำและพื้นที่เมืองเชียงราย โดยเฉพาะลักษณะทางภูมิศาสตร์และการตั้งถิ่นฐานที่มีความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ภูเขากับพื้นที่ราบ
หากข้อมูลทางวิชาการสามารถยืนยันและอธิบายความโดดเด่นของลักษณะดังกล่าวได้อย่างชัดเจน ก็อาจนำไปสู่แนวคิดเรื่อง “เมืองภูเขาและเมืองที่ปรับตัวกับน้ำและภูมิประเทศ” ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐาน ระบบน้ำ ภูมิทัศน์ และการรับมือกับภัยธรรมชาติ

“เราต้องศึกษาให้ลึกว่า ทำไมคนโบราณจึงเลือกตั้งเมืองตรงนั้น เขาอ่านภูเขาอย่างไร เขาอ่านน้ำอย่างไร เขาออกแบบพื้นที่เมืองอย่างไร และความสัมพันธ์ระหว่างภูเขา พื้นที่ราบ น้ำป่า และการตั้งถิ่นฐานของคนเกิดขึ้นอย่างไร”
หากสามารถสร้างหลักฐานทางวิชาการและการเปรียบเทียบระดับนานาชาติได้ ประเด็นนี้อาจกลายเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่น่าสนใจในการศึกษาคุณค่าของเชียงราย แต่ทั้งหมดต้องเริ่มจาก การวิจัยและพิสูจน์ ไม่ใช่การกล่าวอ้างว่าลักษณะดังกล่าว “ไม่เหมือนที่ใดในโลก” ก่อนที่จะมีการศึกษาเปรียบเทียบอย่างเป็นระบบ
“ดอยตุง” อาจไม่ได้เล่าเพียงเรื่องภูเขา แต่เล่าเรื่องคนกับการเปลี่ยนแปลง

อีกพื้นที่หนึ่งที่ นายณพลเดช มองว่า ควรนำมาศึกษา คือ ดอยตุง ดอยตุงมีทั้งภูมิประเทศ วัฒนธรรม วิถีชีวิต ชุมชน กลุ่มชาติพันธุ์ การจัดการทรัพยากร และเรื่องราวการพัฒนาพื้นที่ที่สามารถนำมาศึกษาในมิติของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับภูเขา
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การบอกว่า “ดอยตุงควรเป็นมรดกโลก” ในทันที แต่ควรตั้งคำถามว่า “ดอยตุงมีเรื่องราวใดที่มีคุณค่าในระดับสากล และสามารถพิสูจน์ด้วยหลักฐานได้หรือไม่”
หากพบคุณค่าที่ชัดเจน ก็สามารถนำไปศึกษาเปรียบเทียบกับแหล่งอื่นในโลก และพิจารณาว่าควรนำเสนอในกรอบใด

เชียงแสนต้องเดินหน้าด้วยข้อมูล ไม่ใช่เพียงความรู้สึก

นายณพลเดช กล่าวว่า สำหรับเชียงแสน เห็นด้วยกับแนวทางที่เกิดขึ้นในที่ประชุม คือควรมีการตั้งคณะทำงานระดับจังหวัดเพื่อศึกษา รวบรวมข้อมูล และประเมินความเป็นไปได้ก่อนที่จะเดินหน้าไปสู่ขั้นตอนที่สูงขึ้น
ตามข้อมูลสรุปของที่ประชุม จังหวัดเชียงรายจะดำเนินการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษา รวบรวมข้อมูล และประเมินความเป็นไปได้เบื้องต้นในการนำเสนอเมืองเชียงแสนเป็นมรดกโลก และคณะอนุกรรมาธิการจะติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง
“ผมคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะการขึ้นทะเบียนมรดกโลกใช้เวลา และหากเราเริ่มต้นด้วยข้อมูลที่ไม่เพียงพอ เราอาจเสียทั้งเวลาและงบประมาณ ดังนั้นควรทำให้แนวคิดชัดก่อน แล้วจึงลงทุนจัดทำเอกสารอย่างจริงจัง”

ที่ประชุมยังให้ข้อมูลว่า หากเชียงแสนจะเดินตามระบบใหม่ หลังจากอยู่ในบัญชีรายชื่อชั่วคราวแล้ว จะต้องผ่านขั้นตอน Preliminary Assessment หรือ PA ก่อนนำไปสู่การจัดทำเอกสารเสนอฉบับสมบูรณ์ และหากดำเนินการต่อเนื่องตามขั้นตอนทั้งหมดอาจใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 5–6 ปี

การเขียนมรดกโลก คือการสร้าง “คุณค่า” ไม่ใช่การสร้าง “คำโฆษณา”

นายณพลเดช กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่ประเทศไทยควรให้ความสำคัญคือ “การเขียนเรื่อง” เพราะการเขียนเอกสารมรดกโลกไม่ใช่การประชาสัมพันธ์หรือการโฆษณาการท่องเที่ยว แต่เป็นการอธิบายอย่างเป็นระบบว่า สถานที่นั้นมีคุณค่าอย่างไร มีหลักฐานอะไรสนับสนุน คุณค่านั้นมีความต่อเนื่องอย่างไร มีความแท้ดั้งเดิมเพียงใด และมีความสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับแหล่งอื่นในโลกอย่างไร
“ผมจึงอยากให้เชียงรายคิดเรื่องนี้เหมือนการเขียนประวัติศาสตร์ของจังหวัดขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่เขียนเพื่อให้สวย แต่เขียนเพื่อให้คนทั้งโลกเข้าใจว่าเชียงรายมีอะไรที่โลกไม่ควรมองข้าม”

จากมรดกโลกสู่เศรษฐกิจของคนเชียงราย

นายณพลเดช กล่าวว่า หากวันหนึ่งเชียงรายสามารถผลักดันแหล่งใดแหล่งหนึ่งเข้าสู่กระบวนการมรดกโลกได้สำเร็จ ประโยชน์ที่ควรเกิดขึ้นต้องกลับมาสู่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว การเพิ่มมูลค่าสินค้าท้องถิ่น การสร้างงาน การพัฒนาทักษะเยาวชน การสร้างตลาดให้ชา กาแฟ โกโก้ งานหัตถกรรม อาหาร และผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ ตลอดจนการสร้างโอกาสในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาพื้นที่
บทเรียนจากผู่เอ่อร์มีความน่าสนใจในจุดนี้ เพราะ UNESCO ไม่ได้พิจารณาเพียงต้นชา แต่พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างป่าชา หมู่บ้าน ระบบการใช้ที่ดิน ภูมิปัญญา ประเพณี ความเชื่อ และระบบการจัดการพื้นที่ของชุมชนด้วย

“นี่คือสิ่งที่เชียงรายต้องคิด เราไม่ได้ต้องการเพียงนักท่องเที่ยวมาเที่ยวแล้วกลับ แต่ต้องการให้คนที่มาเชียงรายเข้าใจเรื่องราวของเชียงราย และเมื่อเขากลับไป เขายังซื้อสินค้าเชียงราย ยังพูดถึงเชียงราย และยังอยากกลับมาอีก”

“มรดกโลกของเชียงราย” ต้องเป็นของประชาชน

นายณพลเดช กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดจากการประชุมครั้งนี้คือการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะที่ประชุมเองก็ย้ำว่าประชาชนและสภาวัฒนธรรมในพื้นที่เป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนมรดกโลก
ดังนั้น หากจังหวัดเชียงรายจะเดินหน้าจริง ควรเปิดเวทีให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น ตั้งแต่การเลือกพื้นที่ การค้นหาเรื่องราว การรวบรวมหลักฐาน การกำหนดขอบเขต การออกแบบระบบอนุรักษ์ และการกำหนดว่าเมื่อได้รับการยอมรับในระดับโลกแล้ว คนในพื้นที่จะได้รับประโยชน์อย่างไร

“ผมอยากเห็นคำว่า ‘มรดกโลกเชียงราย’ ไม่ได้เป็นคำของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นคำที่คนเชียงรายทุกคนรู้สึกว่าเป็นของตัวเอง”
“เราอาจเริ่มต้นจากเชียงแสน แต่ไม่ควรหยุดอยู่ที่เชียงแสน เราควรเปิดการศึกษาทั้งจังหวัดว่า เชียงรายมีเรื่องอะไรที่สามารถเล่าให้โลกฟังได้บ้าง”

จากผู่เอ่อร์ถึงเชียงราย : สร้างคุณค่าท้องถิ่นให้กลายเป็นคุณค่าระดับโลก

นายณพลเดช กล่าวทิ้งท้ายว่า กรณีผู่เอ่อร์ทำให้เห็นบทเรียนสำคัญว่า ของที่มีอยู่ในท้องถิ่นจะกลายเป็นมรดกโลกได้ เมื่อสามารถอธิบายคุณค่าของมันในระดับสากลได้

ผู่เอ่อร์ไม่ได้สร้างเรื่องชาขึ้นมาใหม่ แต่หยิบสิ่งที่มีอยู่แล้ว ทั้งป่า ชา ภูเขา หมู่บ้าน ผู้คน ความเชื่อ และภูมิปัญญาที่สั่งสมมานาน มาร้อยเรียงจนเห็นเป็น “ภูมิทัศน์วัฒนธรรม” ที่มีความหมายต่อโลก
เชียงรายก็สามารถเริ่มต้นจากแนวคิดเดียวกันได้ เชียงแสน อาจเล่าเรื่องเมืองล้านนาและลุ่มน้ำโขง
เวียงพังคำ อาจศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเมือง ภูเขา พื้นที่ราบ และระบบน้ำ

ดอยตุง อาจศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ชุมชน ภูเขา วัฒนธรรม และการจัดการพื้นที่
ขณะเดียวกันยังมีพื้นที่และองค์ประกอบทางศิลปวัฒนธรรมอื่น ๆ ของเชียงรายที่ควรเปิดการศึกษาอย่างเป็นระบบ
“เราไม่จำเป็นต้องรีบตอบวันนี้ว่าอะไรจะเป็นมรดกโลก แต่เราควรเริ่มตั้งคำถามวันนี้ว่า อะไรคือสิ่งที่เชียงรายมี และโลกยังไม่เคยเห็นในแบบที่เราเห็น”

“ถ้าเราค้นพบคำตอบ มีหลักฐานทางวิชาการ มีการศึกษาเปรียบเทียบ มีระบบบริหารจัดการ และประชาชนร่วมกันเป็นเจ้าของกระบวนการ ผมเชื่อว่าเชียงรายจะมีโอกาสเปิดประตูสู่เวทีโลกได้อย่างสง่างาม”

นายณพลเดช กล่าวว่า มรดกโลกไม่ใช่เพียงการนำชื่อของสถานที่ไปใส่ไว้ในบัญชีของยูเนสโก แต่คือการทำให้คุณค่าของท้องถิ่นได้รับการยอมรับในระดับมนุษยชาติ และสำหรับเชียงราย ภารกิจในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการถามว่า “เราจะได้มรดกโลกหรือไม่” แต่คือการร่วมกันค้นหาคำตอบว่า

“เชียงรายมีอะไรที่จะมอบให้แก่โลก และเราจะรักษาสิ่งนั้นไว้ให้คนรุ่นต่อไปได้อย่างไร”