หน้าแรก ภูมิภาค สน.ศิลปากรที่...

สน.ศิลปากรที่ 10 เปิดข้อมูลใหม่ ที่ได้จากการขุดตรวจทางโบราณคดี แนวกำแพงเมืองนครราชสีมา

12.10.26 | 12:48 น.

สน.ศิลปากรที่ 10 เปิดข้อมูลใหม่ ที่ได้จากการขุดตรวจทางโบราณคดี แนวกำแพงเมืองนครราชสีมา

 


เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม รายงานความคืบหน้าการดำเนินโครงการขุดตรวจทางโบราณคดีบริเวณกำแพงเมืองนครราชสีมา ด้านทิศตะวันออก (พลล้านต้านปัญจา) เขตเทศบาลนคร (ทน.) นครราชสีมา โดยความร่วมมือระหว่างสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา และ ทน.นครราชสีมา ซึ่งสิ้นสุดการดำเนินงานเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา ขั้นตอนสุดท้ายได้กลบหลุมขุดตรวจบริเวณทิศตะวันตกและทิศตะวันออกของหลุม TP.1 ความยาว 21.5 เมตร ความกว้าง 5 เมตร ระดับความลึกผิวดินที่ 653 cmdt./350 cms. กับระดับความลึกผิวดินที่ 623 cmdt./320 cms .(หน่วยวัดระดับความลึกในการขุดตรวจทางโบราณคดี) ให้มีระดับผิวดินเสมอกับฐานแนวกำแพงเมืองนครราชสีมาและนำดินและอิฐส่งไปตรวจด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพมหานคร เพื่อหาค่าอายุของกำแพงเมืองและชั้นวัฒนธรรมนำมาเชื่อมโยงระหว่างประวัติศาสตร์ทางโบราณคดีกับวัสดุที่ใช้ก่อสร้างกำแพงเป็นไทม์ไลน์ย้อนอดีตโคราช รวมทั้งได้ติดตั้งสแลนหรือตาข่ายกรองแสงปิดทับซากกำแพงเมืองและนำแผงกั้นจราจรมาวางล้อมรอบหลุมขุดตรวจป้องกันอันตราย

นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักงานศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา เปิดเผยว่า หลักฐานที่พบสะท้อนให้เห็นถึงร่องรอยการใช้พื้นที่ของมนุษย์มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยเหล็ก อาทิ ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาแบบพิมายดำ ชิ้นส่วนขวานหินขัด ชิ้นส่วนเครื่องมือเหล็ก ชิ้นส่วนสำริดและกระสุนดินเผา ผลจากการกำหนดอายุสมัยด้วยวิธีเรืองแสงความร้อนโยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์สมัยเหล็ก มีอายุอยู่ในช่วงระหว่าง 2,383-1,967 ปีมาแล้ว กิจกรรมที่เก่าที่สุดมนุษย์ในวัฒนธรรม คือการพบร่องรอยการฝังศพที่พบจากการขุดค้นทางโบราณคดีเมื่อ พ.ศ. 2567 ซึ่งกำหนดอายุอยู่ในช่วง 2,479-2,221 ปีมาแล้ว เมื่อพิจารณาการกำหนดอายุสมัยของมนุษย์ในวัฒนธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่สมัยสำริดซึ่งเป็นระยะแรกเริ่มต่อเนื่องถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยเหล็กจึงมีอายุอยู่ในช่วง 2,544-1,530 ปีมาแล้ว

Advertisement

เมื่อเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์โนนพลล้าน ยังคงปรากฏร่องรอยการใช้พื้นที่ของมนุษย์ใน วัฒนธรรมเขมรโบราณ ดังปรากฏให้เห็นผ่านหลักฐานประเภท เครื่องถ้วยที่ตกแต่งด้วยวิธีเคลือบน้ำเคลือบจากแหล่งเตาพนมกุเลน ปัจจุบันอยู่ในประเทศกัมพูชากำหนดอายุสมัยอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 17-18 และชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อแกร่ง ตกแต่งด้วยวิธีเคลือบน้ำเคลือบสีน้ำตาล จากแหล่งเตาบ้านกรวด ซึ่งกำหนดอายุสมัยอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15-18 ทั้งนี้ผู้ศึกษาสันนิษฐานว่า ศูนย์กลางของวัฒนธรรมเขมรโบราณในพื้นที่บริเวณนี้ คงอยู่ที่ปราสาทพนมวัน ซึ่งปรากฏศาสนสถานมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15 และอยู่ห่างจากโนนพลล้านเพียง 10 กิโลเมตร บริเวณที่ตั้งของปราสาทพนมวัน เคยเป็นแหล่งฝังศพของยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยสำริดต่อเนื่องถึงสมัยเหล็กมาเช่นเดียวกับแหล่งโบราณคดีโนนพลล้าน จากการขุดตรวจไม่พบชั้นวัฒนธรรมเขมรโบราณที่ชัดเจน หลักฐานทั้งหมดปะปนกับหลักฐานในชั้นวัฒนธรรมสมัยอยุธยาซึ่งสัมพันธ์กับการเข้ามาใช้พื้นที่เพื่อก่อร่างสร้างเมืองในพื้นที่บริเวณนี้ในสมัยอยุธยา

เมื่อเข้าสู่สมัยอยุธยา พบร่องรอยกิจกรรมของมนุษย์ผ่านหลักฐานทางโบราณคดีมาตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษ 20 โดยผลการกำหนดอายุชั้นวัฒนธรรมสมัยอยุธยาด้วยวิธีเรืองแสงความร้อนสะท้อนให้เห็นถึงร่องรอยกิจกรรมของมนุษย์ในระหว่าง พ.ศ. 1961-2230 ซึ่งจัดจำแนกออกเป็น 3 กิจกรรม มีรายละเอียดดังนี้

1.ชั้นดินทางวัฒนธรรมที่พบหลักฐานทางโบราณคดีซึ่งสะท้อนกิจกรรมมนุษย์ สมัยอยุธยา มีอายุอยู่ระหว่าง พ.ศ. 1983-2063
2.ชั้นเตรียมฐานรากสำหรับสร้างกำแพงเมืองสมัยอยุธยา สะท้อนให้เห็นการเตรียมพื้นที่ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการสร้างกำแพงเมือง ใน 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ช่วงระหว่าง พ.ศ. 1961-1997 และระยะที่ 2 ช่วงระหว่าง พ.ศ. 2138-2230 ซึ่งอาจเกิดขึ้นในลักษณะการซ่อมแซมกำแพงเมืองหรือสร้างขึ้นทดแทนของเดิมซึ่งอิฐในระยะดังกล่าวอาจถูกรื้อทำลายลงจะไม่หลงเหลือหลักฐานที่จะเชื่อมโยงความสัมพันธ์การจัดเตรียมพื้นที่ในระยะที่ 2
3.อิฐจากกำแพงเมืองสมัยอยุธยา สะท้อนให้เห็นอายุของอิฐที่ผลิตใน 2 ช่วงเวลา ได้แก่ 1) ช่วงเวลาระหว่าง พ.ศ. 2,010-2,032 และ 2) ช่วงเวลาระหว่าง พ.ศ. 2104-2116

จากผลค่าอายุเมืองนครราชสีมา เริ่มดำเนินการเตรียมชั้นฐานรากสำหรับสร้างกำแพงเมืองนครราชสีมา ระยะที่ 1 ช่วงระหว่าง พ.ศ. 1961-1997 ซึ่งในขณะนั้นอาจเป็นเพียงกำแพงคันดินเช่นเดียวกับเมืองอื่น ๆ ที่มีอายุร่วมสมัยกัน โดยในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการลดบทบาทเมืองพิมาย ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) (พ.ศ. 1967-1991) ดังความที่ปรากฏในจารึกขุนศรีไชยราชมงคลเทพ เมื่อ พ.ศ. 1974 ซึ่งพบบริเวณพื้นที่รอยต่อระหว่างอำเภอลำสนธิและอำเภอด่านขุนทด สัมพันธ์กับและร่องรอยกิจกรรมของมนุษย์สมัยอยุธยาที่พบจากการขุดตรวจ ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วง พ.ศ. 1983-2063

ในเวลาต่อมาเมืองนครราชสีมา เริ่มก่อสร้างกำแพงอิฐเป็นครั้งแรก โดยอ้างอิงค่าอายุของอิฐซึ่งมีอายุในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2104-2116 ค่าอายุดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากเหตุการณ์ที่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิโปรดเกล้าฯ ให้สร้างกำแพงกรุงศรีอยุธยาโดยใช้อิฐเป็นวัสดุหลัก เมื่อ พ.ศ. 2092 และยังพบร่องรอยการเตรียมชั้นฐานรากสำหรับสร้างกำแพงเมือง ระยะที่ 2 ช่วงระหว่าง พ.ศ. 2138-2230 ซึ่งอาจสะท้อนให้เห็นถึงการก่ออิฐเพิ่มเติมหรือซ่อมแซมแนวกำแพง เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช–สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2133-2231) เมืองนครราชสีมาอาจอยู่ในช่วงศึกสงครามและสะท้อนถึงความเป็นเมืองหน้าด่านด้านตะวันออกที่สำคัญของกรุงศรีอยุธยา ดังปรากฏทั้งชื่อและแผนผังของเมืองผ่านบันทึกและแผนที่ของชาวต่างชาติที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีในช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 ทั้งนี้ไม่สามารถพิสูจน์อิฐที่ก่อเพิ่มหรือเสริมในระยะนี้ได้เนื่องจากกำแพงเมืองนครราชสีมา ด้านตะวันออก ถูกรื้อลงแล้วทั้งหมด โดยเฉพาะการทำให้เสื่อมสภาพจากการสร้างสถานที่ราชการและบ้านพักเจ้าหน้าที่นับตั้งแต่ ทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา

ทั้งนี้ตั้งข้อสังเกตผลค่าอายุของอิฐ (ตัวอย่างที่ 1 (A2455)) ซึ่งผลการกำหนดสมัยด้วยวิธีเรืองแสงความร้อนมีอายุอยู่ในช่วง ระหว่าง พ.ศ. 2010-2032 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยังไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ระบุถึงการสร้างกำแพงเมืองด้วยอิฐ ส่งผลให้ขาดบริบททางประวัติศาสตร์ จึงไม่สามารถนำมาใช้วิเคราะห์ร่วมกับหลักฐานทางอื่น ๆ ในครั้งนี้ แต่น่าสนใจค่าอายุอิฐในช่วงเวลานี้ สัมพันธ์กับหลักฐานการปรากฏชื่อเมืองนครราชสีมา เป็นครั้งแรกในกฎมณเฑียรบาล ในฐานะเมืองพระยามหานครของกรุงศรีอยุธยามา เมื่อ พ.ศ. 2011 ซึ่งต้องสืบค้นหลักฐานทางประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์ร่วมกันต่อไป ผลค่าอายุสมัยและการศึกษาในครั้งนี้จึงยังไม่มีข้อสรุป

อย่างไรก็ตาม สน.ศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ขอขอบคุณ ทน.นครราชสีมา ได้จัดสรรงบประมาณ บุคลากรและเครื่องจักรสำหรับการดำเนินงานทางโบราณคดี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาและสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) รวมทั้งภาคีเครือข่ายทางโบราณคดีให้การสนับสนุนงานทางโบราณคดีสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ นายวรรณพงษ์ นักโบราณคดีชำนาญการ กล่าว

ด้านนายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายก ทน.นครราชสีมา กล่าวว่า เฟสแรกของการขุดค้นทางโบราณคดี ทน.นครราชสีมา ได้จัดสรรงบ 500,000 บาท ส่วนเฟส 2 หลังพบแนวกำแพงเมืองโบราณคู่ขนานกับคูเมือง จะขออนุมัติงบ 3-4 แสนบาท ผ่านสภา ทน.นครราชสีมา เพื่อขุดต่อตลอดแนว 2 ข้างๆ ละ 40 เมตร รวมทั้งว่าจ้างศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมืองของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินการออกแบบ ฟื้นฟูเมืองและต้องมีการประชาพิจารณ์กับชาวโคราช เห็นด้วยกับแผนพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแลนด์มาร์กในอนาคตหรือไม่