นางสุรณี กัลยารัตนกุล อายุ 64 ปี หรือครูต้อย อดีตครูเกษียณราชการ และอดีตเลขาส่วนตัวของผู้อำนวยการโรงเรียนดังแห่งหนึ่งใน จ.ลำปาง พร้อมด้วยเจ้าหนี้ซึ่งเป็นครู และอดีตครูที่ชิงลาออกก่อน ได้หอบเอกสารที่เกี่ยวข้องมาร้องขอความช่วยเหลือต่อสื่อมวลชนใน จ.ลำปาง หลังเข้าร้องเรียนที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดลำปาง และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต1 ไปแล้ว แต่เรื่องยังไม่คืบหน้า
ประกอบกับผู้อำนวยการโรงเรียนคนดังกล่าวกำลังจะเกษียณอายุราชการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ จึงได้ร้องขอให้สื่อมวลชนใน จ.ลำปาง ช่วยติดตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโรงเรียนโดยเฉพาะครูต้อยซึ่งกำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ที่ต้องรับหน้าเป็นหนี้แทนผู้อำนวยการโรงเรียนคนดังกล่าว ที่ไหว้วานให้ไปกู้ยืมเงินมาใช้กว่า 10 ล้านบาท สุดท้ายผู้อำนวยการคนนี้หลับเบี้ยวหน้าตาเฉยอ้างไม่เคยเซ็นต์เอกสารใดๆในการกู้ยืมเงิน
นางสุรณี กัลยารัตนกุล เปิดเผยว่า เดิมตนเองเป็นครูที่โรงเรียนดังกล่าว หลังเกษียณก็ออกมาอยู่บ้านตั้งแต่เมื่อปี 2557 จากนั้นตนเองก็ได้รับการทาบทามให้กลับเข้าไปทำงานในส่วนของสำนักงานเลขาผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ทำงานอยู่รวม 4 คน ตนเองจะมีหน้าที่ดูแลผู้อำนวยการ , ทำตามที่ผู้อำนวยการสั่ง รวมถึงดูแลครอบครัวของผู้อำนวยการด้วย นอกจากนี้ ยังเป็นเป็นผู้เก็บเงินต่างๆ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวของผู้อำนวยการ และจ่ายเมื่อมีการสั่งจ่าย ส่วนใหญ่จะสั่งด้วยวาจา โน๊ตสั่งบ้าง อาทิเช่น วันนี้ต้องการเงินสดเท่าไหร่ ตนเองก็จะเตรียมไว้ให้ วันนี้ให้ไปจ่ายค่ารถ ซึ่งผู้อำนวยการคนดังกล่าวมีถึง 5 คัน
“ทุกวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือนก็ต้องเตรียมเงินไว้หลักหมื่น เพื่อเป็นค่าแรงงานคนงานในการก่อสร้างบ้านส่วนตัวของผู้อำนวยการครั้งละกว่า 70,000 บาท หากไม่มีผู้อำนวยการก็จะให้ตนเองไปยืมเงินของครูในโรงเรียนและคนที่ตนเองรู้จัก เมื่อมีเงินผ่านระบบเข้ามาก็ให้นำไปคืน ซึ่งทุกคนก็เชื่อใจให้กู้ยืมมาตลอด จนสุดท้ายผู้อำนวยการใช้เงินมาก เกินไปจนรายได้ที่เข้ามาไม่พอกับรายจ่าย ตนเองต้องขายทรัพย์สินส่วนตัวหมดไปกว่า 3 ล้านบาท และต้องถูกเจ้าหนี้ตามทวงหนี้ และจะถูกฟ้องร้อง แต่เมื่อนำเรื่องไปบอกผู้อำนวยการคนดังกล่าวที่ใช้เงิน กลับถูกต่อว่า และบ่ายเบี่ยงมาทุกครั้ง ซึ่งตนเองเครียดมากจึงตัดสินใจนำเรื่องบอกกับลูกสาวในที่สุด”
ส่วนรายได้ที่เข้ามายังสำนักงานเลขาฯ นั้น ได้มาจากค่าเรียนพิเศษช่วงปิดเทอมของนักเรียนชั้นเตรียมอนุบาลในเดือนเมษายน และเดือนตุลาคม โครงการฝากลูกไว้กับครู(สอนพิเศษช่วงเย็น) ได้มาจากสว่นแบ่งค่าจัดทำอาหารกลางวันเด็ก การสอนพิเศษของครูตามความสมัครใจ ค่าเช่าพื้นที่ในโรงอาหาร ค่าใช้บริการสระว่ายน้ำของโรงเรียน ซึ่งตนเองเริ่มบันทึกไว้ตั้งแต่ปีพฤษภาคม 2557 – มีนาคม 2560 มียอดรับเข้ามาที่บันทึกไว้ยังสำนักงานผู้อำนวยการ จำนวน 21,730,355 บาท ขณะที่รายจ่าย ที่จ่ายออกไปให้กับผู้อำนวยการมียอดถึง 42,385,536 บาท ซึ่งเมื่อผู้ปกครองนำเงินมาชำระทางสำนักงานเลขาฯก็จะออกเพียงใบเสร็จรับเงินทั่วไปที่ใช้เขียน หรือบางครั้งก็จะปั้มชื่อโรงเรียนบนใบเสร็จให้เท่านั้น
ส่วนก่อนหน้านี้ที่ชั้นเตรียมอนุบาลได้รับอนุญาตให้เปิดตั้งแต่ปี 2553 ตนเองไม่ได้บันทึก ซึ่งก็มียอดอีกจำนวนมาก ซึ่งเงินส่วนนี้ไม่ได้เข้าไปในระบบโรงเรียนแม้แต่บาทเดียว เมื่อเงินเข้ามาที่สำนักงานเลขาผู้อำนวยการ ทาง ผู้อำนวยการจะเป็นคนสั่งจ่ายเงินไปทางส่วนตัวทั้งหมด
ด้านลูกสาวของนางสุรณี ที่เดินทางมาร้องเรียนกับสื่อมวลชนด้วย กล่าวด้วยน้ำตานองหน้าว่า ก่อนหน้านั้นตนเองไม่ได้อยู่อาศัยกับแม่ เพิ่งย้ายมาอยู่ด้วยประมาณ 4 – 5 ปี และไม่เคยรู้เรื่องราวต่างๆ ของแม่เลย แต่ระยะหลังตนเห็นแม่เปลี่ยนไป แม่เครียดจนสุดท้ายแม่ได้เล่าเรื่องให้ตนเองฟัง เพราะเจ้าหนี้มาตามแม่ตลอด และถึงขั้นจะฟ้องร้องแล้ว ซึ่งตนเองก็รู้สึกช็อคกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก พยายามหาข้อมูลต่างๆ ให้ได้มากที่สุด
ล่าสุดได้พยายามติดต่อผู้อำนวยการคนดังกล่าวทางโทรศัพท์ แต่ก็ไม่รับสายเลย จึงไปพบทนายความ และให้ภรรยาของผู้อำนวยการไปเซ็นต์รับสภาพหนี้กับเจ้าหนี้
ทั้งนี้ ในตอนแรก ภรรยาผู้อำนวยการยินดีที่จะทะยอยชำระให้เจ้าหนี้เดือน 150,000 บาท แต่หลังจากนั้นก็ไม่ยอมจ่ายเลย ตนเองจึงร้องเรียนไปยังศูนย์ดำรงธรรมจังวหัด และทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 แต่ดูเหมือนเรื่องจะไปคืบหน้า
ขณะที่ผู้อำนวยการคนดังกล่าวก็กำลังจะเกษียณในอีกไม่กี่เดือน จึงเกรงว่าเมื่อเกษียณไปแล้วจะยิ่งตามตัวยาก และสุดท้ายแม่ก็จะต้องกลายเป็นแพะรับสภาพหนี้ที่ตนเองไม่ได้นำไปใช้กว่า 10 ล้านบาทแทน จึงต้องรวบรวมเอกสารทั้งหมดร้องขอความเป็นธรรมกับสื่อมวลชน เพื่อขอความช่วยเหลือดังกล่าวเพราะแม่เดือดร้อนมากจริงๆ
ขณะที่เจ้าหนี้สองคน ซึ่งเป็นครูในโรงเรียนดังกล่าว และเป็นอดีตครู และไม่ขอออกชื่อ และนามสกุล ได้ให้เงินครูต้อย เพื่อนำไปให้ผู้อำนวยการคนดังกล่าว เป็นจำนวนกว่า 900,000 บาท ผู้สื่อข่าวถามว่าตลอดเวลาที่ให้ยืมเงิน รู้ไหมว่าครูต้อยนำเงินไปใช้อะไร ซึ่งครูเจ้าหนี้รายแรกระบุว่าทราบ เพราะบางครั้งผู้อำนวยการจะให้คนขับรถมารอรับเงินเอง ส่วนเจ้าหนี้รายที่สองซึ่งเป็นอดีตครูของโรงเรียนเดียวกัน บอกว่า ตนเองให้เงินครูต้อยยืมไปให้ผู้อำนวยการกว่า 1 ล้านบาท ที่ผ่านมาก็เคยถามผู้อำนวยการเหมือนเจ้าหนี้รายแรก แต่ก็ถูกผู้อำนวยการตะคอกใส่ และไม่ให้เข้าพบ ไม่รับโทรศัพท์อีกเลย ตนเองก็เลยต้องมาให้ครูต้อยติดตามทั้งๆ ที่รู้ว่าครูต้อยไม่ได้ยืมเงินไปใช้ส่วนตัวแม้แต่บาทเดียวก็ตาม
ด้าน นายสมเกียรติ ปงจันตา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 ได้ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ว่า ทางเขตได้รับเรื่องร้องเรียนที่เกิดขึ้นไว้แล้ว และขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมา เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงต่อเนื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาเพราะต้องสอบกันหลายฝ่ายหลายเรื่อง ซึ่งคาดว่าการสอบสวนน่าจะเสร็จภายใน 2 สัปดาห์
นายสมเกียรติ ระบุว่า ตามระเบียบแล้วเงินที่เป็นรายได้เข้าโรงเรียนทุกแห่งจะต้องเข้าระบบ และเบิกจ่ายตามระเบียบของโรงเรียน ย้ำว่า เงินทุกบาทที่เป็นรายได้เข้ามาโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นเงินกฐิน ผ้าป่า หรือค่าต่างๆ ที่โรงเรียนได้รับจะต้องเข้าตามระบบ และเบิกใช้จ่ายตามระบบทั้งหมด ซึ่งก็จะมีระเบียบปฎิบัติอยู่ ซึ่งผู้สื่อข่าวถามว่า หากทางโรงเรียนได้รับเงินเข้าโรงเรียน แต่ไม่นำเข้าระบบจะมีความผิดอย่างไร นายสมเกียรติ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องดูเป็นกรณีไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ ครูต้อย และเจ้าหนี้รายอื่นที่ไม่กล้าเปิดเผยตัวเองระบุอีกว่า ยังมีอีกหลายรายที่ไปกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินมาให้ผู้อำนวยการคนดังกล่าวยืม แต่สุดท้ายขณะนี้ต้องถูกเจ้าหนี้ตาม ธนาคารตาม เพราะไม่ชำระหนี้ ร้านค้าหลายแห่งตามทวงเงินกับพนักงานขับรถ และคนใกล้ชิดผู้อำนวยการ เพราะเป็นคนไปเซ็นต์รับของแทน แต่ไม่ยอมชำระเงิน ส่วนผู้อำนวยการคนดังกล่าว ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์ติดต่อ เพื่อขอให้ชี้แจงต่อเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่ยอมรับสาย

