วิกฤตมลพิษแม่น้ำปราจีน ปลาตายเกลื่อน-กระชังขาดทุนยับ รักษาการผู้ว่าฯจ่อชง สั่งปิดโรงงานทำผิดซ้ำซาก
ปราจีนบุรี – เกิดวิกฤตสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ตลอดลำน้ำปราจีนบุรี ตั้งแต่พื้นที่อำเภอกบินทร์บุรี ศรีมหาโพธิ์ เมืองปราจีนบุรี ยาวไปจนถึงอำเภอบ้านสร้าง หลังมวลน้ำเน่าเสียส่งกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงและมีสีดำคล้ำ ไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ ส่งผลให้สัตว์น้ำในธรรมชาติและปลาเลี้ยงกระชังน็อกน้ำตายยกแพ สร้างความเสียหายแก่เกษตรกรหลายรายรวมมูลค่านับล้านบาท ขณะที่จังหวัดเปิดประชุมด่วนเตรียมลงดาบโรงงานอุตสาหกรรมแอบปล่อยน้ำเสียจากการลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์ พบว่าค่าออกซิเจนละลายในน้ำ (DO) ดรุปลงต่ำกว่า $2\text{ mg/L}$ ซึ่งอยู่ในระดับอันตรายขั้นวิกฤตต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ
เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2569 ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หรือ หมอต้อม เภสัชกรหญิงผู้บุกเบิกและขับเคลื่อนงานด้านสมุนไพรและการแพทย์แผนไทยแห่ง โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และผู้ได้รับรางวัล “คนดีศรีปราจีนบุรี ประจำปี 2569” โพสต์คลิป/ภาพ ปลาหายากทั้งน้ำลึกน้ำตื้น ตายจำนวนมาก ส่วนหนึ่งได้นำไปช่วยเหลือ

ภญ.ดร.สุภาภรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำปราจีนบุรีว่า มวลน้ำเสียได้ทอดตัวยาวมาจากพื้นที่ตอนบน สิ่งที่น่าตกใจคือปลาในธรรมชาติที่ปกติอาศัยอยู่ในน้ำลึก เช่น ปลาลิ้นหมา ปลาเสือ และปลาปักเป้า ต่างพยายามกระเสือกกระสนขึ้นมาเกยริมตลิ่งเพื่อหาอากาศหายใจ ก่อนจะทยอยตายเป็นจำนวนมาก
“คราบน้ำมันที่ลอยเป็นสายและพฤติกรรมดิ้นรนของสัตว์น้ำลึก ถือเป็นตัวชี้วัดทางชีวภาพ (Bio-indicator) ที่ฟ้องอย่างชัดเจนว่าในน้ำไม่ได้มีแค่ภาวะขาดออกซิเจนตามธรรมชาติ แต่มีสารพิษเจือปนอยู่อย่างแน่นอน” ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ระบุ

ขณะที่ภาคศาสนา ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์ติดต่อกับพระอาจารย์ไพรินทร์ เจ้าอาวาสวัดประทุมบูชา อ.ศรีมหาโพธิ์ ระบุว่า ได้เร่งนำคณะสงฆ์ติดตั้งระบบปั๊มอากาศพ่นน้ำและเครื่องตีน้ำรวม 4 จุด บริเวณแพหน้าวัด ซึ่งเป็นเขตอภัยทาน เพื่อช่วยเพิ่มออกซิเจนบรรเทาความสูญเสียและเยื้อชีวิตฝูงสัตว์น้ำที่แห่กันเข้ามาแออัดบริเวณหน้าวัด
โดย นายบุญสม พัชรไพบูลย์ อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ต.ท่าตูม อ.ศรีมหาโพธิ์ ระบุว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาทับทิมกระชังหลายสิบรายต้องประสบปัญหาปลาช็อกน้ำเสียตายยกบ่อ สร้างความเสียหายต่อรายไม่ต่ำกว่า 700,000 บาท เงินทุนที่สะสมมาจมหายไปกับสายน้ำทั้งหมด

เช่นเดียวกับ เฟชบุ๊กนายบอย เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาทับทิมในพื้นที่ ต.บางพลวง อ.บ้านสร้าง ที่เปิดเผยว่า ฟาร์มปลาทับทิม 17 กระชัง ซึ่งเลี้ยงมานานกว่า 20 ปี ถูกมวลน้ำเสียพัดเข้าเล่นงานจนปลาไซซ์ใหญ่พร้อมจับขายน้ำหนักรวมกว่า 10 ตัน ตายเกลี้ยง 100% คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 700,000 บาท และเมื่อรวมกับวิกฤตน้ำท่วมก่อนหน้า ทำให้ฟาร์มขาดทุนสะสมในปีนี้พุ่งสูงเกิน 1,000,000 บาท
เกษตรกรยังได้สะท้อนถึงจุดอ่อนของภาครัฐว่า ขาดระบบการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า ทำให้ไม่สามารถเร่งจับปลาส่งขายตลาดได้ทันท่วงที ปลาส่วนใหญ่ที่เพิ่งน็อกน้ำต้องนำใส่รถเร่ไปขายเลขายขาดทุนเพียงกิโลกรัมละ 20-25 บาท จากราคาปกติกิโลกรัมละประมาณ 100 บาท เพื่อถอนทุนคืนเพียงเล็กน้อย พร้อมชี้ว่าเงินชดเชยจากภาครัฐที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง รวมถึงการเข้าตรวจสอบค่าน้ำของเจ้าหน้าที่หลังจากปลาตายไปแล้ว ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด

ล่าสุด ณ ศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี นายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัด ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ประมงจังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัด ส.ส. ในพื้นที่ นายอำนาจต วิลาวัลย์ ส.ส.ปราจีนบุรีเขต 1 นายชยุติ ภุมมะกาญจนะ หรือ ต่าย ต่าย สส.ปราจีนบุรี เขต 2 ผบก.ตำรวจ ภ.จว.ปราจีนบุรี และแกนนำภาคประชาสังคม เข้าร่วมประชุมด่วนเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษและมลภาวะจากโรงงานอุตสาหกรรม

นายชนาธิป เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติเห็นพ้องว่าพฤติการณ์ของโรงงานอุตสาหกรรม 2 แห่งในพื้นที่ ที่มีการกระทำผิดซ้ำซากและไม่ให้ความร่วมมือกับทางราชการ จังหวัดจึงเตรียมเสนอมติไปยังอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อสั่งปิดกิจการ พร้อมสั่งการให้กรมประมงนำซากปลาไปตรวจพิสูจน์หาสารปนเปื้อนเชิงลึก และเร่งวางมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน
ด้าน นายสุนทร คมคาย และ นายสุเมธ เหรียญพงศ์นาม แกนนำภาคประชาชน กลุ่มปราจีนบุรีเข้มแข็ง ได้แสดงความพอใจต่อการทำงานของรักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีความเด็ดขาด รวดเร็ว และกล้าตัดสินใจหน้างาน พร้อมระบุว่าภาคประชาชนพร้อมร่วมมือกับจังหวัดในการปราบปรามโรงงานลักลอบปล่อยน้ำเสีย เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศลุ่มน้ำปราจีนบุรีให้กลับคืนสู่ความสมบูรณ์อีกครั้ง







