ชาวนาอยุธยา สู้สุดใจ น้ำทะลักท่วมนา 50 ไร่ เร่งปั้นคันดิน-สูบน้ำหนีน้ำทวม หวังเกี่ยวข้าวกู้ทุน
สถานการณ์น้ำท่วมปีนี้สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนและเกษตรกรอย่างหนัก ล่าสุดชาวนาในพื้นที่ตำบลมารวิชัย อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต้องเร่งรับมือสถานการณ์น้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง
ประกอบกับการระบายน้ำจากประตูระบายน้ำเจ้าเจ็ดและประตูระบายน้ำผักไห่ลงสู่ทุ่งมารวิชัยตอนล่าง ส่งผลให้น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่นา แม้จะพยายามสร้างคันดินป้องกันน้ำสูงประมาณ 2 เมตร แต่ก็ไม่สามารถต้านทานมวลน้ำได้
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่พบ นายจรัส คุ้มโฮ้ อายุ 70 ปี ชาวนาที่ทำนาอยู่จำนวน 50 ไร่ กำลังเร่งหาทางป้องกันน้ำไม่ให้ไหลเข้าท่วมแปลงนา โดยนำรถแบ็กโฮเข้าปั้นเสริมคันดินตามแนวป้องกันน้ำ พร้อมนำกระสอบทรายเข้าอุดบริเวณที่มีน้ำรั่วซึม และติดตั้งเครื่องสูบน้ำจำนวน 3 จุด เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากแปลงนา หวังให้ระดับน้ำลดลงจนรถเกี่ยวข้าวสามารถลงพื้นที่ได้ทันเวลา

นายจรัส เปิดเผยว่า น้ำเริ่มไหลเข้าทุ่งตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน ที่ผ่านมา ทั้งจากน้ำฝน และน้ำที่ระบายลงมาในพื้นที่ จึงพยายามปั้นคันดิน ป้องกันน้ำมาแล้วหลายครั้ง แต่เมื่อฝนตกลงมาอีกในช่วงกลางคืนและเช้ามืดที่ผ่านมา ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว คันดินที่ทำไว้ไม่สามารถต้านทานน้ำได้ จึงต้องเรียกรถแบ็กโฮมาปั้นเสริมแนวคันดินอีกครั้ง พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำเร่งระบายน้ำออกจากนา
ขณะนี้พื้นที่นาบริเวณใกล้เคียงถูกน้ำท่วมเสียหายไปเกือบทั้งหมดแล้ว เหลือเพียงแปลงนาของตนที่ยังพยายามต่อสู้กับน้ำอย่างเต็มกำลัง โดยครั้งนี้ถือเป็นการปั้นคันดินและเร่งป้องกันน้ำเป็นรอบที่ 3 แล้ว แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถรักษาข้าวทั้ง 50 ไร่ไว้ได้หรือไม่ เพราะระดับน้ำเริ่มสูงขึ้นจนเกือบถึงยอดต้นข้าว ขณะที่รถเกี่ยวข้าวนำมาจอดรอแล้ว แต่ยังไม่สามารถลงเกี่ยวได้ เนื่องจากต้องเร่งสูบน้ำออกจากแปลงนาและรอให้สภาพพื้นที่เหมาะสมก่อน

ตั้งแต่เริ่มสู้กับน้ำเมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการป้องกันน้ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งค่าเครื่องจักรและค่าน้ำมันสำหรับเครื่องสูบน้ำ โดยเฉพาะการสูบน้ำตลอดทั้งวันและกลางคืน ใช้น้ำมันประมาณ 30 ลิตรต่อวัน คิดเป็นค่าใช้จ่ายราว 3,000 บาทต่อวัน ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้กับน้ำครั้งนี้รวมแล้วประมาณ 5,0000 บาทตามที่ประเมินไว้ และยังมีภาระค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แม้จะรู้ดีว่าหากสามารถเกี่ยวข้าวได้ในช่วงนี้ก็อาจต้องประสบภาวะขาดทุน เพราะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากการป้องกันน้ำและการเร่งเก็บเกี่ยว แต่ก็จำเป็นต้องเสี่ยงทำทุกวิถีทาง เพราะหากปล่อยให้ข้าวจมน้ำเสียหายทั้งหมด ก็อาจไม่เหลืออะไรกลับคืนมาเลย
นายจรัส กล่าวด้วยน้ำเสียงเครียดว่า ทุกวันนี้แทบจะเป็นลมเมื่อเห็นสภาพผืนนาที่ถูกน้ำท่วม เพราะทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ และเงินทุนเพื่อพยายามรักษาข้าวทั้ง 50 ไร่เอาไว้ แต่สถานการณ์น้ำที่เพิ่มสูงขึ้นกลับทำให้มองไม่เห็นหนทางว่าจะสามารถกู้ผลผลิตกลับคืนมาได้หรือไม่ ยิ่งคิดถึงต้นทุนที่ลงไปและภาระหนี้สินที่ยังคงค้างอยู่ ก็ยิ่งรู้สึกกดดันและเครียดหนัก ไม่รู้ว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร

นายจรัส เปิดเผยอีกว่า ปัจจุบันยังมีหนี้สินกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. อยู่ประมาณ 2 ล้านบาท โดยตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ยังไม่สามารถชำระคืนเงินต้นได้เลย ใช้แต่ดอกเบี้ย อย่างเดียว กระทั่งเมื่อวานที่ผ่านมา ทาง ธ.ก.ส. ได้ติดต่อมาทวงถามหนี้ ซึ่งตนเข้าใจถึงหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ แต่ด้วยสถานการณ์ที่กำลังเผชิญ ทั้งน้ำท่วมผลผลิตและค่าใช้จ่ายในการป้องกันน้ำที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ปีนี้คงไม่มีเงินต้นไปใช้หนี้ก็คงจะต้องส่งดอกเบี้ยไปยังอย่างเดียว
นายจรัส จึงฝากถึงรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอให้เร่งเข้ามาดูแลชาวนาที่กำลังเผชิญความเดือดร้อนอย่างหนัก โดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม รวมถึงขอให้พิจารณาแนวทางบรรเทาภาระหนี้สินให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เพราะชาวนาหลายคนไม่ได้ต้องการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ แต่เมื่อผลผลิตเสียหาย รายได้หายไป ขณะที่หนี้สินยังคงอยู่ ก็แทบไม่เหลือทางให้เดินต่อ จึงอยากให้ภาครัฐมองเห็นความทุกข์ของเกษตรกร และช่วยประคับประคองให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้
นายฐิติวัฒน์ กลีบมาลัย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลมารวิชัย ในฐานะตัวแทนเกษตรกรในพื้นที่ กล่าวถึงแนวคิดการจัดซื้อรถเกี่ยวข้าวพลังงานไฟฟ้า (EV) เพื่อให้เกษตรกรใช้บริการฟรีว่า ขอขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีความตั้งใจช่วยเหลือชาวนา แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพการทำนาในพื้นที่จริง มองว่าปัญหาสำคัญของเกษตรกรในขณะนี้ไม่ใช่การขาดแคลนรถเกี่ยวข้าว เนื่องจากยังมีรถเกี่ยวข้าวของภาคเอกชนให้บริการอยู่แล้ว
สิ่งที่ชาวนากำลังประสบปัญหาอย่างหนักคือ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งค่าน้ำมัน ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช และราคาผลผลิตทางการเกษตรที่ไม่แน่นอน จึงอยากให้รัฐบาลพิจารณานำงบประมาณไปช่วยลดต้นทุนเหล่านี้โดยตรง เช่น การช่วยเหลือด้านราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและปุ๋ย หรือหาแนวทางดูแลราคาปัจจัยการผลิตควบคู่กับการสร้างความเป็นธรรมด้านราคาสินค้าเกษตร ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรในวงกว้างได้รับประโยชน์ ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่ได้ใช้บริการรถเกี่ยวข้าวเท่านั้น
ส่วนแนวคิดการจัดซื้อรถเกี่ยวข้าว EV นั้น ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับความเหมาะสมในการใช้งานจริง โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขัง หากรถไม่สามารถเข้าพื้นที่หรือใช้งานในสภาพน้ำท่วมได้ ก็อาจไม่ตอบโจทย์ความจำเป็นของเกษตรกรในบางพื้นที่ จึงอยากให้มีการศึกษาความคุ้มค่าและความเหมาะสมก่อนดำเนินโครงการ รวมถึงรับฟังความคิดเห็นจากชาวนาที่เป็นผู้ใช้งานจริง

นายฐิติวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกปัญหาสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขคือความเดือดร้อนของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมจนพื้นที่นาและผลผลิตเสียหาย โดยเฉพาะผู้ที่ไม่สามารถขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้ในบางกรณี ซึ่งอาจทำให้เกิดข้อจำกัดในการเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือและเงินเยียวยาจากภาครัฐ ขณะนี้เกษตรกรบางรายยังไม่เห็นแนวทางช่วยเหลือที่ชัดเจน จึงอยากให้รัฐบาลเร่งสำรวจความเสียหายและพิจารณาหลักเกณฑ์ช่วยเหลือให้ครอบคลุมผู้ที่ได้รับผลกระทบจริง
ทั้งนี้ อยากฝากถึงรัฐบาลว่า การช่วยเหลือเกษตรกรควรพิจารณาจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะในช่วงที่ชาวนากำลังเผชิญวิกฤตน้ำท่วมและเสี่ยงสูญเสียผลผลิต ควรเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยควบคู่กับการลดต้นทุนการผลิต เพื่อให้เกษตรกรสามารถประคับประคองอาชีพและมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตต่อไป

