หน้าแรก ภูมิภาค เร่งตรวจหลักฐ...

เร่งตรวจหลักฐานปาระเบิดฐานบันนังสตา เจ็บ 5 ราย คพท.หวังแม่ทัพภาค 4 รับฟังทุกฝ่าย

16.10.26 | 10:57 น.

เร่งตรวจหลักฐานปาระเบิดฐานบันนังสตา เจ็บ 5 ราย คพท.หวังแม่ทัพภาค 4 คนใหม่รับฟังทุกฝ่าย

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าเหตุคนร้ายขว้างระเบิดแสวงเครื่อง 2 ลูกใส่ฐานปฏิบัติการชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) บันนังสตา หมู่ 3 อ.บันนังสตา จ.ยะลา เมื่อเวลา 18.40 น. วันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย ทั้งหมดถูกนำส่งโรงพยาบาลและปลอดภัยแล้ว

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบระเบิดทำงาน 1 ลูกบริเวณที่พักกำลังพล ส่วนอีก 1 ลูกไม่ทำงาน ตกอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จึงปิดกั้นพื้นที่เพื่อความปลอดภัย และประสานชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการ


ผู้บาดเจ็บที่ได้รับการยืนยันรายชื่อเบื้องต้น ได้แก่ นายหมู่เอกฮารน มะเซ็ง อายุ 38 ปี บาดเจ็บบริเวณขาขวา นายหมู่ใหญ่อิบรอฮีม ติงอุเช็ง อายุ 52 ปี มีเลือดออกบริเวณหู นายหมู่เอกมะรอนิง หะยีนา อายุ 48 ปี มีอาการหูอื้อและปวดศีรษะ และนายหมู่เอกอับดุลบาแช เจ๊นะ อายุ 34 ปี มีอาการหูอื้อ ส่วนผู้บาดเจ็บอีกรายอยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียด

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่เร่งรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบวัตถุพยานเพื่อติดตามผู้ก่อเหตุ พร้อมทบทวนระบบการปฏิบัติงานภายในฐานและมาตรการรักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันเหตุซ้ำ เบื้องต้นตั้งข้อสันนิษฐานว่าอาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ โดยพนักงานสอบสวน สภ.บันนังสตา อยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย

ขณะเดียวกัน ดร.ดุลยรัตน์ บูยูโส๊ะ ประธานคณะขับเคลื่อนการพูดคุยสันติสุขระดับพื้นที่ (คพท.) เปิดเผยถึงความคาดหวังต่อ พลโท ชาคริต อุจะรัตน แม่ทัพภาคที่ 4 คนใหม่ว่า จากประสบการณ์ทำงานร่วมกัน จุดแข็งที่เห็นได้ชัดคือการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญต่อการคลี่คลายความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้

Advertisement

แม้ พลโท ชาคริต เติบโตมาจากสายรบพิเศษ แต่มีประสบการณ์ทำงานในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2536 จึงมีทั้งประสบการณ์ด้านปฏิบัติการและความเข้าใจมิติทางสังคมและการเมืองในพื้นที่

“คำว่ารับฟัง สำหรับผมหมายถึงการไม่มีอคติกับฝ่ายใด ผมมองว่าปัญหาที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเกิดจากการมีอคติต่อพี่น้องมุสลิม แต่ในมุมที่ผมสัมผัสได้ พล.ท.ชาคริตรับฟังทุกหน่วยงาน รวมถึงผู้เห็นต่างและคนจากทุกฝ่าย ไม่ได้มองว่าใครเป็นคนดำหรือคนขาว แต่ใช้ข้อมูลมาพิจารณา” ดร.ดุลยรัตน์กล่าว

ประธาน คพท.ระบุว่า หากนำแนวทางดังกล่าวไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง จะช่วยเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการแก้ปัญหาภายใต้กรอบกฎหมายและรัฐธรรมนูญ และสร้างความไว้วางใจระหว่างประชาชนกับรัฐ อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามนโยบายด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายว่าจะปรับให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่และความต้องการของประชาชนอย่างไร

ดร.ดุลยรัตน์ย้ำว่า ไม่ได้ปฏิเสธการบังคับใช้กฎหมาย แต่ต้องดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างตรงไปตรงมา มีหลักฐาน และไม่ใช้กฎหมายกลั่นแกล้งผู้บริสุทธิ์ หากลดปัญหาการใช้อำนาจที่ประชาชนรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมได้ ก็จะช่วยฟื้นความไว้วางใจต่อเจ้าหน้าที่และส่งผลดีต่อการแก้ปัญหาระยะยาว

ที่ผ่านมา คพท.เคยนำเสนอความคิดเห็นต่อ พล.ท.ชาคริต และทำงานร่วมกันตั้งแต่ครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธี จึงหวังว่าจะนำประสบการณ์ดังกล่าวมาพัฒนาการทำงานเพื่อสันติสุข โดยผลักดันแนวทางสันติวิธีควบคู่กับภารกิจด้านความมั่นคง

สำหรับกระบวนการพูดคุยสันติสุข ดร.ดุลยรัตน์กล่าวว่า แม้เริ่มมีความเคลื่อนไหวทั้งการจัดวางบุคลากรและประสานงานกับฝ่ายต่าง ๆ แต่ความคืบหน้าในทางปฏิบัติยังไม่ชัดเจน โดยรัฐบาลแต่งตั้งอาจารย์มูหะหมัดนอร์ มะทา เป็นประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและเข้ามาดูแลประเด็นสันติสุข ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้ประสานงานและเดินทางไปหารือกับรัฐบาลมาเลเซียอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนบุคลากรของฝ่ายมาเลเซียทำให้กลไกประสานงานบางส่วนยังรอความชัดเจน ส่วนการให้นายอำเภอกำกับดูแลการดำเนินงานในแต่ละอำเภอยังต้องใช้เวลา โดยเฉพาะการเข้าถึงกลุ่มผู้เห็นต่างและเชื่อมโยงข้อเสนอจากพื้นที่สู่การพูดคุยระดับนโยบาย

ดร.ดุลยรัตน์เห็นว่า ในช่วงที่กลไกต่าง ๆ อยู่ระหว่างเปลี่ยนผ่าน ยังไม่อาจคาดหวังความคืบหน้าอย่างชัดเจนภายในเวลาเพียงเดือนกว่า แต่จำเป็นต้องเร่งให้กลไกที่มีอยู่ทำงานได้จริง ไม่หยุดอยู่เพียงการแต่งตั้งบุคลากรหรือหารือระหว่างหน่วยงาน

“เรายังคงทำหน้าที่เป็นโซ่ข้อกลาง พยายามพูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่างในพื้นที่ สร้างความเข้าใจ และนำเสนอข้อคิดเห็นของทั้งสองฝ่ายเข้าสู่โต๊ะพูดคุยสันติสุข เพื่อให้การทำงานในระยะต่อไปมีแนวโน้มดีขึ้นกว่าเดิม” ดร.ดุลยรัตน์กล่าว

ประธาน คพท.กล่าวทิ้งท้ายว่า ความหวังต่อทิศทางใหม่ของการแก้ปัญหาชายแดนใต้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนตัวผู้บริหารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้การรับฟังเกิดผลในทางปฏิบัติ ทั้งการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม การลดอคติ การสร้างความไว้วางใจ และการผลักดันกระบวนการพูดคุยสันติสุขให้คืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

– ตร.เร่งไล่ล่า คนร้ายขว้างไปป์บอมบ์ใส่ฐาน ชรต.บันนังสตา ยะลา เจ็บ 5 นาย